'สมคิด'จี้เอสเอ็มอีชงยุทธศาสตร์เสนอสปช.ปีนี้

'สมคิด'จี้เอสเอ็มอีชงยุทธศาสตร์เสนอสปช.ปีนี้

“สมคิด” แนะรัฐพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวสิงคโปร์ ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม จี้เอสเอ็มอี ระดมสมองจัดทำยุทธศาสตร์

แก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค เสนอ สปช. ภายในรัฐบาลนี้ ขณะบิ๊กธุรกิจ แจงพร้อมหนุนเอสเอ็มอี เข้าสู่ตลาด แนะใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ทางลัดสร้างหน้าร้านการค้า ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เตรียมเดินสายพบหอการค้า-สภาอุตฯ สัปดาห์หน้า กำหนดทิศทางเอสเอ็มอี เสนอรัฐ

การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก ล่าสุดที่ปรึกษาคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ เสนอเอสเอ็มอี เร่งระดมสมองกำหนดยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาอุปสรรค เสนอรัฐบาล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในงาน “สมาร์ท เอสเอ็มอี เดย์” ที่จัดโดย พีเพิลมีเดียกรุ๊ป กับศูนย์ซีอาเซียน และพันธมิตรจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน วานนี้ ว่า การวางแผนพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว ควรจะเดินตามแนวทางของสิงคโปร์ ที่ได้วางแผนการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น "สมาร์ทเนชั่น" โดยตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศที่เฉลียวฉลาดที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนี้ได้จะต้องใช้เทคโนโลยีไอที และนวัตกรรมล่าสุดเข้ามาหลอมรวมกัน เพื่อสร้างประเทศให้มีศักยภาพการแข่งขัน

โดยความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย 1. ศักยภาพของประเทศ และ 2. ศักยภาพผู้ประกอบการ ซึ่งมีอยู่ 12 เสาหลัก ตามเกณฑ์การประเมินมาตรฐานสากล เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ขนาดของตลาด แรงงาน การเงิน ความเจริญของประเทศ ความสามารถทางธุรกิจ และเทคโนโลยี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ทุกประเทศรู้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่จะปรับปรุงได้มากแค่ไหน

“ไทยจะต้องเดินตามแนวทางนี้ในการใช้นวัตกรรมมาผลิตสินค้าใหม่ๆ หลีกหนีคู่แข่งที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากไม่สามารถผลิตสินค้าใหม่ออกมาป้อนตลาดได้ จมอยู่กับการผลิตสินค้าแบบเดิมๆ ศักยภาพการแข่งขันจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งเห็นได้จากยอดการส่งออกในขณะนี้ที่ลดลง เพราะสินค้า 70% ไม่สามารถแข่งขันได้ แนวทางการพึ่งพาส่งออกชายแดนเพียงอย่างเดียวจะแก้ไขปัญหาได้ระยะสั้น เพราะในอนาคตประเทศเพื่อนบ้านก็จะผลิตสินค้าเหล่านี้ได้เอง”

แนะเร่งวางยุทธศาสตร์เสนอรัฐ

นายสมคิด ยังกล่าวว่า เอสเอ็มอีควรรวมตัวใช้ศักยภาพที่มีวางยุทธศาสตร์เสนอให้กับภาครัฐ ผลักดันให้ดำเนินงานตามเป้าหมาย รวมทั้งเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนเพิ่มความร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

"รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีมาก ยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นกลุ่มเอสเอ็มอีควรฉวยโอกาสช่วงนี้ รวมตัวกันวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเอสเอ็มอีระยะยาว ส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ภายในปีนี้ เพื่อจะสามารถผลักดันการแก้ไขกฎหมายต่างๆ"

นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) กล่าวว่า แผนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในปีนี้ มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การปล่อยสินเชื่อ 4 หมื่นล้านบาท โดยเน้นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อยู่ต่างจังหวัด และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก 2. การเข้าร่วมลงทุน โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีหลักทรัพย์ และภาคเอกชนก็มีความเสี่ยงในการเข้าไปร่วมลงทุน และ 3. พัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี โดยการร่วมกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในการหาตลาด

เล็งผุดโปรแกรมดอกเบี้ยช่วยรายเล็ก

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในปีนี้ ธนาคารออมสินมีแผนที่จะใช้งบลงทุน 1.7 แสนล้านบาท โดยได้ตั้งเป้าเพิ่มวงเงินสินเชื่ออีกกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยังมีแนวคิดที่จะออกโปรแกรมดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในรายละเอียด นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาจดทะเบียนกระจายความรู้ให้กับชุมชน เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ และมีแผนที่จะปล่อยเงินกู้ไมโครไฟแนนซ์ โดยจะให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ฝากเงินให้กับธนาคารเป็นเวลา 8-10 เดือน เพื่อดูวินัยทางการเงิน ก่อนจะอนุมัติเงินกู้ให้

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับธุรกิจเอสเอ็มอีมาโดยตลอด จนทำให้เอสเอ็มอี หลายราย พัฒนาและก้าวขึ้นมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของธนาคาร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธนาคารได้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี อาทิ โครงการเพื่อนคู่คิดวิสาหกิจครอบครัว ซึ่งเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่เจ้าของวิสาหกิจครอบครัว เพื่อช่วยให้พร้อมสำหรับการส่งมอบกิจการแก่ผู้สืบทอด และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ใช้ "อี-คอมเมิร์ซ"หนุนค้า เอสเอ็มอี

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า เซ็นทรัลมีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี ผ่านการพิจารณาและเปิดโอกาสนำสินค้าของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมาจำหน่ายผ่านระบบ อี-คอมเมิร์ซ ที่ขายสินค้าออนไลน์ในเว็บไซต์ของเซ็นทรัลมากขึ้น เพื่อส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้แข็งแรง ช่วยขยายช่องทางจำหน่าย และผลักดันให้เกิดความแข็งแกร่งในสมาพันธ์เอสเอ็มอีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนความหลากหลายของสินค้าจำหน่ายผ่านเว็บไซต์เซ็นทรัล รวมกว่า 100,000 รายการ จากในปัจจุบัน อยู่ที่ 50,000 รายการ ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อเซ็นทรัลอย่างมาก โดยในตอนนี้ บริษัทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรูปแบบ ทั้งประเภทซื้อมาขายไป ฝากขาย และให้เช่าพื้นที่ภายในห้างฯ

คิกออฟ “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย”

นาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า แนวคิดในการจัดตั้งสมาคมฯ เกิดจากการที่ ตลอดจนสมาคมต่างๆ สิบกว่ากลุ่ม ได้พูดคุยหารือร่วมกัน ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลอยู่สภาวะพิเศษ ซึ่งสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ออกมาได้รวดเร็วกว่าปกติ และได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างยิ่ง โดยผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ

กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงเกิดแนวคิดที่จะร่วมกันจัดตั้งเป็นสมาพันธ์เอสเอ็มอีขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสมาคมเกี่ยวกับเอสเอ็มอีอยู่จำนวนมาก แต่พบว่า ต่างฝ่ายต่างทำ โดยไม่มีการเชื่อมโยงกัน ทำให้การนำเสนอความต้องการของเอสเอ็มอีสู่หน่วยงานภาครัฐไม่มีทิศทางที่ตรงกัน จึงแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยตลอดที่ผ่านมา

ดังนั้นตัวแทนสมาพันธ์ฯ จึงได้ดำริที่จะตั้งสมาพันธ์นี้ขึ้น โดยโครงการการดำเนินงานจะเป็นลักษณะแนวราบ คือแต่ละสมาคมที่มาร่วมนั้น จะส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการองค์กรละหนึ่งท่าน โดยแต่ละสมาคมจะมีสิทธิมีเสียงเท่ากันไม่ว่าสมาคมเล็กหรือใหญ่ โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการมาประมาณ 1 เดือน มีสมาชิกแล้ว 73 สมาคม

ขณะที่ภารกิจเร่งด่วนของสมาพันธ์ ที่กำลังดำเนินการอยู่ นั้นคือ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สภาหอการค้าไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในการกำหนดทิศทางและปัญหาของเอสเอ็มอีด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อภาครัฐ

ตลอดจนในอนาคตจะพิจารณาเรื่องกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยจะนำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อขับเคลื่อนในการออกเป็นกฎหมายต่อไป