เตรียมหมื่นล.ซื้อหุ้นกลุ่มค้านควบรวม

เตรียมหมื่นล.ซื้อหุ้นกลุ่มค้านควบรวม

"ช.การช่าง"ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ หวังชิงส่วนแบ่งงาน 20-30% เตรียมเงิน 1หมื่นล้านบาท ซื้อหุ้นกลุ่มค้านควบรวม

นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทช.การช่าง จำกัด (มหาชน) CK กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทในกลุ่ม เพื่อให้มีความชัดเจน โดยการควบรวมบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BECL กับบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BMCL และขายหุ้นไซยะบุรีให้กับบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) CKP ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และความแข็งแกร่งด้านทุนมากขึ้น

รวมทั้งทำให้บริษัทมีความสามารถประมูลงานของภาครัฐ คาดงานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ภาครัฐจะเปิดให้ประมูลบริษัทมีโอกาสประมูลงานได้ 20-30% รวมถึงเพิ่มความเข้มแข็งผลักดันให้บริษัทขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เบื้องต้นเน้นที่ลาว และพม่า เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาส การเข้าไปร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน เมื่อบริษัทดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นปีนี้ คาดมีรายได้เติบโต 10% จากปีนี้ที่มีรายได้ 3.3-3.4 หมื่นล้านบาท

"การปรับกลยุทธ์ใหม่ในการดำเนินธุรกิจ โดยใช้วิธีปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทเติบโตดีขึ้น และโอกาสประมูลงานจากภาครัฐจะมีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะทั้งกลุ่มบริษัทจะมีฐานทุนที่ใหญ่สามารถประมูลงานรัฐที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วย"

ขณะที่กำไรสุทธิเป็นไปตามเป้า แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบบัญชี ขณะที่งานก่อสร้างสายรถไฟฟ้าและทางด่วนคืบหน้าทุกโครงการ และจะเสร็จเร็วกว่ากำหนด ขณะที่โครงการพลังงานน้ำไซยะบุรี ที่ลาว การก่อสร้างได้ตามแผนที่วางไว้

หลังจากที่บีเอ็มซีแอล และบีอีซีแอล ควบรวมเสร็จแล้ว ช.การช่าง จะเข้าไปถือหุ้นบริษัทใหม่ 30% จะทำให้บริษัทบันทึกกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทใหม่ได้มากขึ้น และได้รับผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้น

การควบรวมบริษัทรถใต้ดินกับบริษัท จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ทั้ง 2 บริษัท เพราะทำให้บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้น เป็นผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชน และคมนาคม แบบครบวงจร สามารถขยายและต่อยอดธุรกิจ มีศักยภาพทางการเงิน การดำเนินงานและการแข่งขันแข็งแกร่งขึ้น สามารถลงทุนและแข่งขันได้ทั้งในและนอกประเทศ

การขายหุ้นของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ให้แก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ารวม 4,344 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยบริษัทซีเคพาวเวอร์ ถือว่าได้ซื้อโครงการสำคัญ และผลตอบแทนการลงทุนดีในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องมีภาระการลงทุนสูงเกินไป หากทิ้งไว้จนงานก่อสร้างเสร็จ โครงการนี้จะมีราคาสูงมาก ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนโครงการที่ได้รับต่ำลง ในส่วนของบริษัทช.การช่างสามารถรับรู้กำไรจากการขายหุ้นดังกล่าว และได้รับกระแสเงินสดเข้าบริษัท

นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทคาดบันทึกกำไรจากการขายหุ้นบริษัท ไซยะบุรี ให้แก่ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ 1.5 พันล้านบาท ไตรมาส 2/2558 จากที่บริษัทฯมีการขายหุ้นไซยะบุรี ให้บริษัทช.การช่าง มูลค่า 4.34 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อขายหุ้นไซยะบุรี เสร็จแล้วจะทำให้บริษัทไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัท ไซยะบุรี ซึ่งคาดว่าปี 2557 จะมีผลขาดทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท

เตรียมเงิน1หมื่นล้านรับซื้อหุ้น

นอกจากนี้บริษัทเตรียมเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวมระหว่างบีเอ็มซีแอลกับบีอีซีแอล โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ และกู้สถาบันการเงิน

"ส่วนตัวผมเชื่อว่า นักลงทุนพอใจกับการควบรวมครั้งนี้ เพราะผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ หากมีผู้ถือหุ้นผู้คัดค้าน ก็มีพันธมิตรในประเทศสนใจเข้ามาซื้อหุ้นดังกล่าวแทนด้วย"

นายประเสริฐ มริตตนะพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง กล่าวว่า คาดรายได้ปีนี้ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมีรายได้ 3.4 หมื่นล้านบาท เพราะรับรู้รายได้จากงานในมือ 30%จากที่มีอยู่ ณ สิ้นปี 2557 ที่ 1.04 แสนล้านบาท โดยโครงการของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นปีนี้แบ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มูลค่ารวม 4.48 แสนล้านบาท (ปี2558-60) จะเกิดขึ้นปีนี้ 1.71 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปี 2558-2564 มูลค่ารวม 8.80 แสนล้านบาท เกิดขึ้นปีนี้ 4.4 แสนล้านบาท และโครงการความรับผิดชอบของกรมทางหลวงปี 2558-2563 มูลค่ารวม 2.66 แสนล้านบาท เกิดขึ้นปีนี้ 2.11แสนล้านบาท และโครงการอื่นๆ อีก ปี 2558-2568 มูลค่ารวม 3.04 แสนล้านบาท เกิดขึ้นปีนี้ 1.08 แสนล้านบาท

สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น จากการดำเนินธุรกิจก่อสร้างปีนี้ คาดว่า ประมาณ 10% ซึ่งยังไม่รวมกำไรจากการขายหุ้นบริษัท ไซยะบุรี โดยโครงสร้างรายได้ปีนี้มาจากรายได้ก่อสร้าง 90% และอีก 10% มาจากเงินปันผลที่ได้จากเงินลงทุนในบริษัทต่างๆ

นอกจากนี้ บริษัทช.การช่าง เตรียมเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 4 พันล้านบาท อายุ 5 ปี 11 เดือน ภายในเดือน ก.พ.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดดอกเบี้ยหุ้นกู้ ต้องรอทริสเรทติ้งประกาศอันดับความน่าเชื่อถือก่อน คาดอันดับความน่าเชื่อถือจะดีกว่าครั้งก่อนที่ BBB+ เพราะหลังจากควบรวม 2 บริษัทจะมีความแข็งแกร่งด้านการเงินมากขึ้น โดยเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ จะนำไปชำระคืนหุ้นกู้ชุดเดิม ที่จะครบกำหนดอายุปีนี้ 2 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือเตรียมไว้รองรับการซื้อหุ้นหากผู้ถือหุ้นคัดค้านการควบรวม

นางสาว สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า รายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น 5-8% จากปี 2557 ที่คาดมีรายได้ 7,000 ล้านบาท เพราะจะรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าที่มีอยู่ 755 เมกะวัตต์ โดยปีนี้เติบโตไม่มากนัก เพราะยังไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้รับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าเดิม

บริษัทเตรียมยื่นขอใบอนุญาตลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) กำลังการผลิตโรงละ 120 เมกะวัตต์ ซึ่งจะก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทย ขณะนี้เจรจาสร้างที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน 2 โรง และนิคมอื่นๆ อีก 3 แห่งๆ ละ 2 โรง คาดใช้เงินลงทุนโรงละ 5 พันล้านบาท

สำหรับเงินทุนที่จะสร้างโรงไฟฟ้า มาจากกระแสเงินสดของบริษัท และการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทฯมีหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.9 เท่า ทำให้กู้เงินจากสถาบันการเงินได้มากพอสมควร โดยบริษัทมีนโยบายไม่ให้เกิน 2 เท่า และบริษัทยังมีศักยภาพออกหุ้นกู้ได้ในอนาคตหากจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างการศึกษาการซื้อกิจการธุรกิจพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดสรุปได้ภายในปีนี้ 1 แห่ง ส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าที่พม่า จะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ หลังจากบริษัทเข้าไปศึกษามาแล้ว 2-3 ปี บริษัทมีแผนรีไฟแนนซ์หนี้โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ที่ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 1.7 หมื่นล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง และบริษัทจะขยายเวลาชำระหนี้ด้วย