สศค.ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ3.9%

สศค.ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือ3.9%

"สศค." ประกาศปรับลดประมาณการจีดีพีปี 58 ลงเหลือ 3.9% จากคาดการณ์เดิม 4.1% หลังหลากปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเร็ว

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงวานนี้ (29 ม.ค.) โดยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2558 จากเดิม 4.1% เป็น 3.9% โดยมีช่วงคาดการณ์ระหว่าง 3.4-4.4% ส่วนจีดีพีปี 2557 คาดจะขยายตัวได้ที่ 0.7% ลดลงจากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่อยู่ในระดับ 1.4% และชะลอตัวจากปี 2556 ที่ขยายตัวได้ 2.9%

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า จีดีพีปี 2557 ถูกปรับลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงต้นปีประเมินจีดีพีทั้งปีอยู่ที่ 4% ต่อมาเดือนมี.ค. ปรับลดลงเหลือ 2.6% เดือนต.ค.เหลือ 1.4% และเดือนธ.ค.ประกาศปรับอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 1% ส่วนปี 2558 เป็นการปรับประมาณการจีดีพีครั้งแรก เมื่อรวมจีดีพีทั้งสองปี ซึ่งจะมีค่าเฉลี่ยของการขยายตัวที่ 2.3% ถือเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยมาก

"ต้องยอมรับ ในปัจจัยที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยที่เข้ามาเร็วขณะนี้ ทำให้ต้องปรับลดจีดีพีปี 2558 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี" เขากล่าว

เขายังเชื่อว่า จีดีพีของไทยจะไม่ติดกับดักในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพไปต่อเนื่อง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูป โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน แต่การขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะ 2 ปีนี้ จะส่งผลให้ไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงล่าช้าออกไป

สาเหตุที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2557 ปรับลดลง มาจากสาเหตุหลัก คือ การส่งออกสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มหดตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้าและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังค่อนข้างต่ำ เป็นผลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นไปอย่างล่าช้าในช่วงที่มีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง

เศรษฐกิจไทยเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงปลายปี โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ดีขึ้น การจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับ ต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจที่ลดลงตามราคาพลังงาน โดยจีดีพีไตรมาสสี่ขยายตัวได้ที่ 2.3%

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2557 อยู่ที่ 1.9% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ตามราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศเป็นสำคัญ

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2558 ที่ สศค. คาดว่า จะขยายตัวได้ 3.9% นั้น เราจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน และแนวโน้มการลดลงของราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตร

จีดีพีปีนี้ จะขยายตัวได้ดีกว่าปี 2557 เพราะได้รับแรงส่งของการใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากโครงการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคมขนส่ง เม็ดเงินจากงบกลางที่กันไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีและงบไทยเข้มแข็ง

การลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายได้เพิ่มขึ้น และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนปี 2559 ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย ประกอบกับ อุปสงค์จากต่างประเทศคาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศคลี่คลายลง

ส่วนการส่งออกสินค้าของไทยปีนี้ ยังคงมีข้อจำกัดในการขยายตัวจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่ฟื้นตัวขึ้นและนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นตาม ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2558 จะอยู่ที่ 0.9% ลดลงจากปีก่อนหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่มีทิศทางลดลง เนื่องจาก อุปทานที่มากกว่าอุปสงค์ในตลาดโลก

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.1% ตามแนวโน้มการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาพรวม นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจะยังคงเอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรที่อยู่ในระดับต่ำตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้น โดยจะขยายตัว 7.2% จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ อาทิ แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภาพรวมและนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำยังช่วยให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน

สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 4.4%และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวสูงถึง 15.3% จากการประกาศใช้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2558 ที่สามารถทำได้ตามปกติ และมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน

นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2558 โดยเฉพาะเม็ดเงินจากโครงการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคมขนส่ง เม็ดเงินจากงบกลางที่กันไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีและงบไทยเข้มแข็ง การลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนในปี 2559 ที่เพิ่มขึ้น

เขากล่าวด้วยว่า การคำนวณประมาณการจีดีพีปี 58 ครั้งนี้ อยู่บนสมมติฐานสำคัญ คือ 1.อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 15 ประเทศคู่ค้าที่คาดจะขยายตัวได้ 3.83% 2.ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 3.มูลค่าส่งออกขยายตัวที่ 1.4% 4.มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 4% 5.อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์อยู่ที่ 33.1 บาท หรืออ่อนค่า 1.8% และเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าต่างๆ จะแข็งค่าขึ้น 5.2% และ 6.ดอกเบี้ยนโยบายคาดจะอยู่ในระดับเดิมที่ 2%ต่อปี 7.รายจ่ายภาครัฐที่คาดการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 70.5% และเบิกจ่ายประจำอยู่ที่ 97% ของวงเงินงบประมาณ และ 8.จำนวนนักท่องเที่ยวคาดอยู่ที่ 28.3 ล้านคน