กมธ.ยกร่างฯวาง3กลไกจัดทำงบประมาณใหม่

กมธ.ยกร่างฯวาง3กลไกจัดทำงบประมาณใหม่

"กมธ.ยกร่างรธน."วาง 3 กลไกจัดทำงบประมาณใหม่ทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 ม.ค. โดยเนื้อหาในการประชุมได้มีการวางระบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดินใหม่ทั้งหมด ซึ่งคณะกมธ.ยกร่างฯได้วางกลไกเอาไว้ถึง 3 ส่วนด้วยกัน

ส่วนที่ 1 การกำหนดนิยามความหมายของคำว่า "เงินแผ่นดิน" ซึ่งเป็นการป้องกันการใช้จ่ายเงินนอกรบบงบประมาณเกินความจำเป็นเหมือนกับที่รัฐบาลในอดีตหลายชุดเคยกระทำมา โดยคณะกมธ.ยกร่างฯได้ให้เงินแผ่นดินมีหมายความครอบคลุมว่า เงินรายได้แผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง และเงินรายได้จากทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม

ส่วนที่ 2 การตัดกระบวนการการผันงบประมาณของส.ส. เดิมทีฝ่ายเลขานุการยกร่างฯ กำหนดงบประมาณที่ถูกส.ส.ปรับลดต้องไปอยู่ที่กองทุนบริหารหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สส.นำเงินที่ตัวเองตัดทอนจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณไปลงพื้นที่ตัวเองผ่านมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้สำหรับกิจกรรมทางการเมือง ที่สุดแล้วที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว แต่ได้ปรับแก้ไขให้มีความรัดกุมมากกว่าเดิม คือ งบประมาณที่ถูกปรับลดดังกล่าวไม่ต้องนำส่งเข้ากองทุนบริหารหนี้ ซึ่งฝ่ายเลขานุการได้อธิบายว่าการปรับแก้ในลักษณะเท่ากับว่าวงเงินงบประมาณจะลดลง อันมีผลให้ภาระการขาดดุลงบประมาณลดลงตามไปด้วย แต่รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ 3 การตรวจสอบวินัยการคลัง ในเบื้องต้นฝ่ายเลขานุการยกร่างฯ บัญญัติขั้นตอนการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวว่า "ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด ก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันวิญญูชนพึงเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงแก่รัฐ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ และให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า "

อย่างไรก็ตาม มีกมธ.ยกร่างฯจำนวนมากได้ท้วงติงการใส่คำว่า "ความเสี่ยงแก่รัฐ" เข้าไป เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับวินัยการคลังเป็นจำนวนมาก จนเป็นภาระแก่ศาลมากเกินไป จึงเห็นว่าควรเปลี่ยนจากคำว่าความเสี่ยงแก่รัฐมาเป็นคำว่า "ความเสียหายแก่รัฐ" แทน นอกจากนี้มีความเห็นตรงกันว่าควรตรา "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลังและการงบประมาณภาครัฐ" โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เป็นกฎหมาแม่บทสำหรับการตรวจสอบการดำเนินการกิจกรรมทางการคลังทั้งหมด เช่น การกำกับวินัยการเงินการคลัง การทำงบประมาณ การก่อหนี้สาธารณะ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานนำไปปฎิบัติ