คาดดัชนีแข่งขันเอสเอ็มอีปีนี้ดีขึ้นระดับ56.2

คาดดัชนีแข่งขันเอสเอ็มอีปีนี้ดีขึ้นระดับ56.2

ม.หอการค้าไทย คาดดัชนีความสามารถแข่งขันธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ 56.2

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความสามารถการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จากกลุ่มสำรวจ 1,450 ราย ระหว่างวันที่ 5-23 มกราคม 2558 พบว่า ดัชนีความสามารถฯ ไตรมาส 4/2557 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากไตรมาส 3/2557 หรือค่าดัชนีเพิ่มจาก 49.8 จุด เป็น 50.5 จุด สะท้อนความสามารถธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ระดับปานกลางและแนวโน้มทรงตัว ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีสุขภาพของธุรกิจ ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจและดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจดีขึ้น แต่พบว่าดีขึ้นเล็กน้อยแค่ 0.2 จุด 0.9 จุด และ 1 จุด ตามลำดับ เนื่องจากธุรกิจยังประสบปัญหายอดขายตก ต้นทุนเพิ่ม กำไรลดลง ความสามารถเข้าถึงแหล่งทุนต่ำ ทำให้สภาพคล่องทางธุรกิจแย่ลง โดยเฉพาะธุรกิจภาคผลิตและภาคการค้าจะกระทบมากกว่าภาคบริการ ประเภทธุรกิจที่มีปัญหามากสุด คือ ธุรกิจแฟชั่น/เครื่องแต่งกาย ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และค้าส่ง/ค้าปลีก

ทั้งนี้ ธุรกิจคาดหวังความสามารถการแข่งขันของธุรกิจปี 2558 ปรับตัวดีขึ้น และดัชนีเพิ่มอยู่ระดับ 56.2 เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอัดฉีดระบบเศรษฐกิจ โดยธุรกิจเอสเอ็มอีแค่ร้อยละ 11 เห็นว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.3 เห็นว่าเท่าเดิม และร้อยละ 38.7 เห็นว่ายอดขายจะลดลง อีกทั้งเห็นว่าเศรษฐกิจรวมจะฟื้นตัวไตรมาส 2 ปีนี้ ส่วนธุรกิจจะฟื้นตัวไตรมาส 3 ปีนี้ และมีโอกาสเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 4 ซึ่งเป็นความหวังจากการลงทุนภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและการส่งออกฟื้นตัวเติบโตได้ร้อยละ 4

“ธุรกิจเอสเอ็มอีปัญหาค่าบาทแข็งอาจไม่กระทบโดยตรงระยะสั้นเท่ากับรายใหญ่ที่ต้องค้าขายกับต่างประเทศ และร้อยละ 57 ยังเป็นการแข่งขันระดับตำบล และร้อยละ 45 ยังแข่งขันระดับอำเภอ เพียง ร้อยละ 3 ที่แข่งขันระดับประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องผลักดันเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้มากขึ้น ในกลุ่มสำรวจพบว่าร้อยละ 76.4 ระบุว่าไม่มีแผนลงทุนในอนาคต ติดปัญหาการหาตลาดเพิ่มและเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยระบุปัญหาหนักใจมากสุด คือยอดขายต่ำลง ขาดเงินทุน และต้นทุนสูง แม้น้ำมันลดราคาก็ไม่ได้มีผลมากนัก เพราะต้นทุนยังสูง รายได้ต่ำลง ดังนั้น จึงยากที่จะปรับลดราคา” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่าทุก 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจร้อยละ 0.2-0.3 และเห็นว่าระดับเงินบาทที่แข่งขันได้ คือ 33.50-34.00 บาท เพราะทุกประเทศใช้นโยบายเงินอ่อนค่า เพื่อกระตุ้นใช้จ่ายและขีดความสามารถในการส่งออก

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามธุรกิจเอสเอ็มอี ถึงมาตรการรัฐบาลได้มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเอสเอ็มอี พบว่า ร้อยละ 77.4 ระบุไม่ทราบ ส่วนที่ทราบเพียงร้อยละ 22.6 และเห็นว่าของขวัญปีใหม่รัฐบาลให้ประโยชน์ในระดับปานกลางทั้งจากมาตรการกองทุนร่วมทุน นาโนไฟแนนซ์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีแก่กิจการโรงงาน ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ลดราคาสินค้าทั่วไป และปรับขึ้นเงินเดือนราชการ จึงให้คะแนนความพึงพอใจต่อของขวัญปีใหม่แค่ 5 คะแนน เต็ม 10 คะแนน