คสช.สั่งเลื่อนแถลง'รายงานดัชนี้ชี้วัดสื่อเอเชีย:ประเทศไทย57'

คสช.สั่งเลื่อนแถลง'รายงานดัชนี้ชี้วัดสื่อเอเชีย:ประเทศไทย57'

คสช.สั่งเลื่อนแถลง"รายงานดัชนี้ชี้วัดสื่อเอเชีย:ปท.ไทย57"ระบุงานหมิ่นเหม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายและอ่อนไหว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ส่งหนังสือแจ้งถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ขอเลื่อนการจัดงานแถลงข่าวดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย: ประเทศไทย 2557 ( เอเชีย มีเดีย บาโรมิเตอร์ : ประเทศไทย 2557) ที่มูลนิธิฯร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นพื่อรายงานผลการประเมินสถานการณ์สื่อไทยตามดัชนีชี้วัดตามลักษณะเฉพาะของประเทศในทวีปเอเชีย ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 ม.ค.ที่โรงแรมวี กรุงเทพ ย่านราชเวที อย่างไม่มีกำหนด ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ตามกำหนดการเดิมในงานจะมีการ เสนอผลจากรายงานเรื่อง “ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย: ประเทศไทย 2557” โดย รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตประธาน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ จากนั้นจะเป็นการให้ข้อเสนอแนะจากวิทยากรประกอบด้วย นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (TBJA) นายสุณัย ผาสุข Asian Human Right Watch Gayathry Venkiteswaran Southeast Asian Press Alliance (SEAPA)

โดยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ได้มีนายทหารประสานมายังมูลนิธิฯ ขอให้เลื่อนการแถลงข่าวดังกล่าวออกไปก่อน โดยให้เหตุผลเพียงว่า เนื้อหาการจัดงานมีลักษณะหมิ่นเหม่ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายและมีความอ่อนไหวมาก ทั้งนี้ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ได้เริ่มทำดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย เพื่อมุ่งประเมินสื่อในเชิงลึกและบูรณาการ รวมถึงมุ่งสนับสนุนการตรวจสอบกันเองของสื่อในแต่ละประเทศของทวีปเอเชียในด้านต่างๆ โดยเริ่มนำร่องครั้งแรกที่ประเทศปากีสถาน และอินเดีย ในปี 2552 และประเทศไทย ในปี 2553

รายงานดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย : ประเทศไทย 2557 เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 2553 โดยวัดประเมินสถานภาพและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์สื่อมวลชนในประเทศไทยระหว่างปี 2553-2557 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า สถานการณ์สื่อของประเทศไทยในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2553-2557) ที่วนเวียนอยู่กับเหตุการณ์รุนแรงจากการชุมนุมทางการเมือง ที่ส่งผลให้ผู้สื่อข่าวภาคสนามทำงานด้วยความยากลำบากและหวาดกลัว เพราะถูกกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุม มีการข่มขู่และปิดล้อมสำนักงานสื่อกระแสหลักและสื่อท้องถิ่นบางแห่ง แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดให้การคุ้มครองด้านสวัสดิภาพและสิทธิเสรีภาพสื่อได้อย่างแท้จริง ในขณะที่สื่อของขั้วขัดแย้ง มีการนำเสนอเนื้อหาที่มีลักษณะสร้างความเกลียดชังโดยไม่มีการกำกับดูแลจาก กสทช.หรือองค์กรวิชาชีพ จนเป็นเหตุผลให้ภายหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 สื่อจึงถูก คสช.และรัฐบาลอย่างเข้มงวด จนขาดความเป็นอิสระ ถึงแม้ว่าปี 2557 เป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปสื่อ เกิดสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีความหลากหลายจำนวนมากขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากก็ยังคงประสบอุปสรรคในการเข้าถึงสื่อเหล่านี้อยู่ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านสื่อโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิตอล รวมถึงการที่สื่อไม่สามารถเสนอความจริงได้ เนื่องจากข้อจำกัดของนักข่าวและกองบรรณาธิการ ที่ขาดการแสวงหาแหล่งข่าวและกีดกันสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สื่อมีการเซ็นเซอร์ตนเองและมีการเซ็นเซอร์โดยเจ้าของกิจการ รวมทั้งโดยสปอนเซอร์หรือผู้ให้โฆษณา การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในอุตสาหกรรมสื่อ อีกทั้ง สื่อมีปัญหาด้านคุณภาพการรายงานข่าว เพราะให้ความสำคัญกับความฉับไวในการนำเสนอข่าวมากกว่าการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ทั้งยังกลัวภาวะ “ตกข่าว” ทำให้สื่อมวลชนส่วนใหญ่เลือกประเด็นมารายงานไม่แตกต่างกันนัก

ด้านนายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เสียดายโอกาสอันดีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลังงานแถลงข่าว “ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย:ประเทศไทย 2557 ที่จัดโดยมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ไม่ได้รับการอนุญาตจาก คสช. แม้ คสช.จะมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ความสงบของประเทศ แต่ก็ควรอยู่บนพื้นฐานการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมา จากการตัดสินใจดังกล่าว แต่นี่เป็นการแถลงผลงานด้านวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่ คสช.ควรมีท่าทีและการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะการปิดกั้นไม่ให้มีการจัดงานไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ถูกเฝ้าจับตามองจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม เข้าใจและยอมรับการใช้ดุลพินิจของ คสช.และคาดว่าเนื้อหาทางวิชาการมูลนิธิฯจะคงจะมีการเผยแพร่ต่อไป เพราะ คสช.ไม่ได้มีคำสั่งห้ามแต่อย่างใด และเป็นดุลพินิจของมูลนิธิฯ ตามความเหมาะสม