เปิดรายงานกสม.ติงรัฐบาลเพื่อไทยคุมม็อบ'ไม่ระวัง'

เปิดรายงานกสม.ติงรัฐบาลเพื่อไทยคุมม็อบ'ไม่ระวัง'

(รายงาน) เปิดรายงานกสม. ติงรัฐบาลเพื่อไทย คุมม็อบ"ไม่ระวัง"

กสม.ส่งรายงานสิทธิมนุษยชนไทยปี 56 ให้ ครม.รับทราบ ติงรัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดการม็อบขาดความระมัดระวัง ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ย้ำเลี่ยงรับผิดชอบไม่ได้ ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา พร้อมเร่งคดีคุกคามสื่อ ขณะเดียวกันแนะสื่อมวลชนทำหน้าที่ยึดกรอบจรรยาบรรณ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ครม.ได้รับทราบรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

โดยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยของปี 2556 นั้น มีทั้งหมด 7 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ 1.สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 2.สิทธิในกระบวนการยุติธรรม 3.สิทธิชุมนุมและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 5.การคุ้มครองและช่วยเหลือกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 6.สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 7.การประเมินการเตรียมการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เนื้อหาส่วนที่น่าสนใจ คือ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม.รายงานว่าในส่วนของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองของปี 2556 มีประเด็นถกเถียงอยู่ที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะแก้ไขทั้งฉบับหรือแก้ไขเฉพาะบางมาตรา รวมทั้งการที่พรรคฝ่ายรัฐบาล เร่งรัดการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดอง พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยยังไม่มีกระบวนการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

จุดแตกหัก คือ พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พยายามเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง และลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง จึงมีผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยประชาชนและกลุ่มองค์กรต่างๆ โดยได้เริ่มชุมนุมมาตั้งแต่เดือน ก.ค.2556 เป็นต้นมา

รายงานของ กสม.ระบุว่า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้วางขอบเขตและหลักการของการแทรกแซงโดยรัฐต่อการใช้เสรีภาพของบุคคลว่า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมครั้งใด ผู้ชุมนุมได้ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนโดยมีผลเป็นการไปละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว รัฐก็สามารถเข้าแทรกแซงด้วยการจำกัดการใช้เสรีภาพดังกล่าวได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

"แต่จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการจัดการกับผู้ชุมนุมโดยขาดความระมัดระวัง จนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป อันเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ อีกทั้งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ รัฐบาลจึงต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามสมควรแก่ผู้ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ครบถ้วนและทั่วถึงอย่างแท้จริง" รายงานของ กสม.ระบุ

เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของรายงาน เป็นเรื่องการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน กสม.ระบุว่า จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี 2556 พบว่าการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในสังคมไทยได้เกิดสื่อขึ้นอย่างมากมาย แต่ละฝ่ายเปิดดำเนินการสื่อของตัวเองเพื่อรายงานข่าว ความคิดเห็น หรือจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งเป็นการนำเสนอข่าวอย่างไม่รอบด้าน เป็นลักษณะสื่อเลือกข้าง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการใช้เสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่ามีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยก ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ละเมิดกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นเสียเอง ซึ่งแสดงถึงความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน กระทบต่อความน่าเชื่อถือและความน่าไว้วางใจในการกระทำหน้าที่ของสื่อในปัจจุบัน จนทำให้เกิดเหตุการณ์คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอยู่หลายครั้ง

ทั้งนี้ การแสดงความเห็นของบุคคลและการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเป็นเสรีภาพของบุคคลและสื่อมวลชนตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ถ้าไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 45-48 ดังนั้นการที่สื่อมวลชนถูกคุกคามจนทำให้สื่อมวลชนต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องมีมาตรการในการปกป้องคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

ทั้งนี้ ในส่วนของสื่อมวลชนก็ต้องทำหน้าที่เสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นโดยยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ไม่นำเสนอข่าวด้วยความลำเอียงหรือมีอคติและไม่รอบด้าน จนทำให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคมไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปี 2556 เป็นช่วงการบริหารงานของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ มีการชุมนุมของกลุ่ม พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ในนาม "องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.)" ในช่วงกลางปี 2556 และเมื่อถึงเดือน ส.ค.ก็เปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) จากนั้น เดือน ต.ค.ได้แตกกลุ่มเป็นเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และต่อด้วยเดือน พ.ย.มีกลุ่มต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำหลัก จากนั้นจึงยกระดับเป็นคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.