ชงยุบรวม'ผู้ตรวจการฯ-กสม.'

ชงยุบรวม'ผู้ตรวจการฯ-กสม.'

(รายงาน) ชงยุบรวม "ผู้ตรวจการฯ-กสม." รธน.ใหม่ไร้ "สภาที่ปรึกษาฯ"

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตรา วันที่สิบเอ็ด เมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ได้เข้าสู่การพิจารณาตอนที่ 5 ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

อย่างไรก็ดี ก่อนเข้าสู่การพิจารณา ที่ประชุมได้หารือถึงการคงอยู่ขององค์กรต่างๆ ตามความเหมาะสมและจำเป็น ดังที่มาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อเสนอโดยนำข้อมูลทางวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าและความเห็นของภาคประชาชนมาประกอบ โดยเห็นว่าควรให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรวมเป็นองค์กรเดียวกันกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ปรากฏว่ามีผู้สนับสนุนให้รวม 2 องค์กรเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะผู้พิทักษ์สิทธิ" มีจำนวนกรรมการ 9-11 คน แบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิเด็ก ด้านสิทธิสตรี ด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพิทักษ์ความเป็นธรรมให้กับประชาชน แต่ลักษณะของการทำงานต้องเน้นในรูปแบบของคณะกรรมการที่ทำงานร่วมกัน ไม่แยกหรือแบ่งฝ่าย

ขณะที่อำนาจหน้าที่ให้คงไว้ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ เพิ่มสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพื่อให้เป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินด้วย

กระนั้นก็ตามมี กมธ.ยกร่างฯบางคนเห็นแย้ง เนื่องจาก กสม.และผู้ตรวจการแผ่นดินมีกฎหมายที่แยกองค์กรและอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน แต่ปัญหาที่ผ่านมาเพราะการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ควรมีการปฏิรูปการทำงานมากกว่าการยุบรวม

ท้ายที่สุดที่ประชุมได้มีมติให้ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม.เข้าด้วยกัน แต่ก็ยังมี กมธ.ยกร่างฯ เสียงข้างน้อยทักท้วงว่าไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ เพราะยังมีคนคัดค้านอยู่ และควรสอบถามไปยัง 2 องค์กรก่อนตัดสินใจ จึงเสนอให้รอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการควบรวม 2 องค์กรดังกล่าว โดยได้ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด ประกอบด้วย กมธ.ยกร่างฯ และตัวแทนจากหน่วยงานกสม. กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณาร่วมกัน

ต่อมาเป็นการพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่เสนอเพิ่มเติมในตอนที่ 7 ว่าด้วยการตรวจสอบโดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา, ตอนที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบโดยภาคประชาชน, ตอนที่ 9 ว่าด้วยองค์กรกำกับดูแลการสื่อสารสาธารณะแห่งชาติ

โดยที่ประชุมได้มีมติตัดตอนที่ 7 และตอนที่ 9 ออกจากเนื้อหาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่มีหน้าที่กำกับและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว รวมทั้งได้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตรวจสอบฝ่ายบริหารไปรวมกับบทบัญญัติที่ว่าด้วยการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะที่องค์กรกำกับดูแลการสื่อสารสาธารณะแห่งชาติที่เจตนารมณ์เดิมเพื่อให้เป็นองค์ใหม่ที่มาทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นั้น ได้ยุติการพิจารณา เพราะจะมีการแก้ไขกฎหมาย กสทช. (ในชุดร่างกฎหมายดิจิทัล 120 ฉบับ) เพื่อปรับปรุงการทำงานขององค์กรอยู่แล้ว

สำหรับตอนที่ 8 ว่าด้วยการตรวจสอบโดยภาคประชาชน มีสาระสำคัญ คือ การตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนในระดับจังหวัดเพื่อตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในราชการและทางการเมือง ในความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ, ทุจริตต่อหน้าที่, ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

อย่างไรก็ดี มีข้อท้วงติงจาก กมธ.ยกร่างฯบางรายว่า ภาระหน้าที่อาจซ้ำซ้อนกับการตรวจสอบภาคประชาชนที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ สมัชชาพลเมือง และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพราะในร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการตรวจสอบโดยภาคประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นที่ประชุมจึงมีข้อสรุป คือ รับหลักการของสภาประชาชน และตั้ง นายปกรณ์ ปรียากร กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานคณะทำงาน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือต่อประเด็นการไม่มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแสดงความกังวลต่อบุคลากรภายในสำนักงานของ สป. ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯคนที่ 6 ไปพิจารณาเรื่องของการโอนย้ายบุคลากรไปอยู่ในองค์กรอื่นที่มีความเหมาะสม โดยมีข้อสังเกตว่าควรนำไปรวมในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ

สำหรับการตัด สป.ออกจากรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นไปตามมาตรา 35 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกทั้งผลการประเมินการทำงาน สป.ที่ผ่านมาไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม รวมถึงการสรรหากรรมการ สป.ก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกด้วย