'ปรีดิยาธร'เลิกหวังส่งออก

'ปรีดิยาธร'เลิกหวังส่งออก

(รายงาน) "ปรีดิยาธร" เลิกหวังส่งออก พึ่งงบภาครัฐดันเศรษฐกิจปีนี้โต4%

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี จี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับ “นโยบายและมาตรการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

เศรษฐกิจไทยในปี 2558 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% โดยปัจจัยสำคัญหลักได้แก่ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคของภาคเอกชนที่มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ

การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ ไม่ได้คาดหวังกับการส่งออกมากนักเนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ในส่วนของผลกระทบจากการตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ของประเทศไทยมองว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากภาคเอกชนมีการปรับตัวแล้วในระดับหนึ่ง โดยภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมีการขยายโรงงานผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดหรือแสวงหาตลาดเพิ่มเติมผลกระทบจึงเป็นรายสินค้าเท่านั้นซึ่งมีการแก้ปัญหาแล้ว

การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในปีงบประมาณ 2558 ตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณไว้สูงกว่าปีงบประมาณ 2557 โดยการเบิกจ่ายในปีนี้มีเป้าหมายในการเบิกจ่ายประจำอยู่ที่ 98% งบประมาณการลงทุนฯอยู่ที่ 80% และการกันเงินงบประมาณเหลื่อมปีในส่วนที่มีการผูกพันงบประมาณไม่ต่ำกว่า 85% ของงบประมาณทั้งหมด

ที่ผ่านมาในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณมีการเบิกจ่ายงบประจำไปแล้ว 34% ขณะที่งบลงทุนฯเบิกจ่ายได้ประมาณ 9% ซึ่งยังถือว่าต่ำมากโดยมีการเซ็นสัญญาโครงการต่างๆ แล้วประมาณ 18% ซึ่งก็ได้เรียกประชุมหน่วยงานราชการต่างๆ แล้วให้ดำเนินการผูกพันงบประมาณในโครงการลงทุนภาครัฐให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.นี้เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายต่อไป

"ได้ทำความตกลงกับรัฐมนตรีของทุกกระทรวงว่าจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายในทุกกระทรวงโดยจะมีหนังสือไปทุกๆ 2 สัปดาห์ เตือนไปยังรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้"

การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำจะทำควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาทจากงบกลางฯและงบคงเหลือจากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เป็นเงินสำหรับซ่อมแซมโรงเรียน สถานีอนามัย และสถานที่ราชการในต่างจังหวัด ซึ่งได้ลงไปดูปัญหาและอุปสรรคของการเบิกจ่ายแล้วพบว่านอกจากจะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดแล้วยังมีปัญหาของการที่ราคามาตรฐานในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นราคาของเมื่อสองปีก่อนทำให้ผู้รับเหมาในพื้นที่ไม่รับงาน ซึ่งต้องมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับสถานการณ์ซึ่งได้มีการสั่งการให้แก้ไขแล้ว

“ผมเข้ามาบริหารเศรษฐกิจโดยรู้ตั้งแต่แรกว่าเงินจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.05 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งราคาข้าวที่ชาวนาได้ลดลงจาก 15,000 บาทต่อตันเหลือ 8,000 บาทต่อตัน แต่เรื่องนี้ต้องใจแข็งเพราะหามาตรการอย่างอื่นมาพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งงบประมาณที่ตั้งไว้ให้ชาวนา 40,000 ล้านบาทและงบซ่อมสร้าง 23,000 ล้านบาทก็น่าจะทดแทนได้แต่ยังมีปัญหาในการเบิกจ่ายล่าช้า” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวไตรมาสแรก

ด้านการลงทุนภาคเอกชนในปี 2558 เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยในส่วนของการเปิดโรงงานใหม่ตามที่ภาคเอกชนได้มีการยื่นขอใบอนุญาต ร.ง.4 ซึ่งได้มีการอนุมัติไปแล้วกว่า 3,815 โรงงาน และเปิดดำเนินการแล้วกว่า 1,661 โรงงาน คาดว่าภายในไตรมาสที่ 1 ปีนี้จะมีโรงงานเปิดเพิ่มเติมอีกกว่า 2,000 โรงงานซึ่งจะช่วยให้เพิ่มการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมทำรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟและรถไฟฟ้า แต่ละโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างในปีนี้ โดยให้ระบุระยะเวลาที่ชัดเจนที่โครงการจะแล้วเสร็จและเริ่มให้บริการของประชาชนได้ซึ่งหากมีความชัดเจนในส่วนนี้จะเกิดการลงทุนของเอกชนเพิ่มเติมโดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการลงทุนควบคู่ไปกับการลงทุนของโครงการภาครัฐ ขณะที่เอกชนซึ่งจะเข้ามาร่วมเป็นผู้เดินรถก็จะมีการลงทุนล่วงหน้าในส่วนนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของภูมิภาคในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเป็นพื้นที่เป้าหมาย

เริ่มออกใบอนุญาตเหมืองโปรแตชเดือนก.พ.

ในปี 2558 รัฐบาลจะเร่งรัดการออกใบอนุญาตให้สำรวจและทำเหมืองแร่โปรแตชให้กับภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้มีผู้ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้พิจารณาแล้วจำนวน 3 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขและข้อตกลงในการให้ใช้เทคโนโลยีสะอาดในการผลิต โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวม 75,000 ล้านบาท ได้แก่ เหมืองแร่โปรแตช จ.ชัยภูมิ มูลค่าการลงทุน 40,000 ล้านบาท เหมืองแร่โปรแตช จ.อุดรธานี มูลค่าการลงทุน 30,000 ล้านบาท และเหมืองแร่โปรแตส จ.นครราชสีมา มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท

คาดว่าจะออกใบอนุญาตได้ภายในปี 2558 โดยโครงการเหมืองแร่โปรแตช จ.ชัยภูมิ กำหนดในการออกใบอนุญาตในเดือน ก.พ.ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณารายละเอียดของโครงการอยู่

คาดธุรกิจ40รายสนใจตั้งสำนักงานในไทย

ด้านการออกกฎหมายสนับสนุนนโยบายให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาค (Regional trading hub) ว่ากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีและไม่ใช่ภาษีจะประกาศใช้ในสัปดาห์หน้าโดยได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะมีผลย้อนหลังถึงวันที่ 1 ม.ค. 2558

คาดว่าหลังจากที่กฎหมายประกาศใช้แล้วจะมีบริษัทต่างชาติที่มีธุรกิจอยู่ในไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเข้ามาจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 30-40 บริษัทซึ่งจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นอีกมาก

ราคาน้ำมันร่วงดันบริโภคฟื้นตัว

ด้านการบริโภคของภาคเอกชน ประชาชนมีเงินในการใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ดัชนีราคาผู้บริโภค (อัตราเงินเฟ้อ) ปรับตัวลดลงตลอดระยะเวลา 7 เดือยตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เข้ามาบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตามสำหรับการที่ราคาสินค้าไม่ปรับตัวลดลง เพราะราคาอาหารจานเดียวไม่ปรับลดลง ซึ่งเรื่องนี้กรมการค้าภายในต้องแก้ปัญหามาทุกยุคทุกสมัย แต่การเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 กับช่วงครึ่งปีแรกก็ลดลงทุกรายการทั้งหมวดอาหารเครื่องดื่มและหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งการฟื้นตัวของการบริโภคของภาคเอกชนเห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้นโดยในไตรมาสที่ 4ของปี 2557 สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น 3.83%