จ่อคุมมาตรฐานเหล็กห้ามเจือ'อัลลอย'

จ่อคุมมาตรฐานเหล็กห้ามเจือ'อัลลอย'

กระทรวงอุตสาหกรรม จ่อคุมมาตรฐานเหล็กห้ามเจือ "อัลลอย" อุตสาหกรรมเร่งปิดช่องโหว่เลี่ยงภาษีนำเข้า5%

พร้อมอัดงบ 2 พันล้านบาท ผุดศูนย์ทดสอบยานยนต์ นำร่องเฟสแรก 400 ล้าน ตั้งศูนย์ทดสอบล้อยางภายในปี 2559

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการดำเนินงานของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า ในขณะนี้ได้มีเหล็กเส้นก่อสร้างเจืออัลลอยเข้ามาตีตลาดเหล็กเส้นที่ผลิตภายในประเทศ โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่อนุญาตให้เหล็กที่เจืออัลลอยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เนื่องจากเป็นเหล็กเกรดพิเศษที่ไม่มีการผลิตภายในประเทศ

การที่กฎหมายเปิดช่องไว้ก็เพื่อให้สามารถนำเข้าเหล็กแผ่นเจืออัลลอยเกรดพิเศษเข้ามาผลิตสินค้าในบางชนิดได้ ทำให้ผู้ผลิตต่างชาติใช้ช่องว่างนี้เจืออัลลอยประเภทโบรอน หรือโครเมียมในเหล็กเส้นก่อสร้างเพื่อเลี่ยงภาษีศุลกากร 5% สร้างความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิตเหล็กเส้นภายในประเทศ

ดังนั้น สมอ. จึงได้ให้คณะกรรมการฝ่ายวิชาการไปศึกษา ผลกระทบจากการเจืออัลลอยในเหล็กเส้นก่อสร้าง พบว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายในการใช้งานได้ จึงได้ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กเส้นกลม มอก.20-2543 และเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มอก.24-2548 ห้ามผสมอัลลอยในเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยอนุญาตให้มีโบรอนได้ไม่เกิน 0.0008% หรือมีโครเมียมไม่เกิน 0.3% ซึ่งในสัดส่วนดังกล่าวจะเป็นเกรดไม่ผสมอัลลอย

ดังนั้นหากเหล็กเส้นเจืออัลลอยสูงกว่าที่กำหนด ก็จะไม่สามารถใช้ในการก่อสร้างได้ หรือเป็นการปิดช่องไม่ให้เหล็กเส้นเจืออัลลอยเข้ามาสวมสิทธิขอลดภาษี สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม และยังเป็นการคุมคุณภาพเหล็กเส้นให้อยู่ในมาตรฐานที่สูง

“ในการผสมอัลลอยในเหล็กเสริมคอนกรีต ไม่ได้ช่วยให้เหล็กมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และอาจเกิดผลกระทบมากกว่า สมอ.เห็นว่าควรจะปรับมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยการปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็น หลังจากนั้นจะดำเนินขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือน” นายจักรมณฑ์ กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้ สมอ. ไปจัดตั้งศูนย์ทดสอบยางล้อและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยาง จากนั้นจะต้อยอดไปสู่การเป็นศูนย์การทดสอบรถยนต์ทุกชิ้นส่วน ภายใต้งบฯ โดยประมาณ 1.6-2 พันล้านบาท เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบรถยนต์ของอาเซียน ซึ่งในเฟสแรกจะดำเนินการในส่วนของศูนย์ทดสอบยางล้อทุกประเภท ตามมาตรฐาน UNECE R117 ใช้งบ 400 ล้านบาท โดยในเฟสแรกจะขอใช้งานงบกลางในปี 2558 แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะของบในปี 2559 แต่ในปีนี้จะของบกลางบางส่วนไม่กี่ล้านบาทในการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับโครงการ เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้อย่างรวดเร็วในปี 2559 โดยมีระยะเวลาผลตอบแทนการลงทุน 12 ปีหากเก็บค่าบริการทดสอบจากภาคเอกชน

โดยศูนย์ทดสอบดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในการทดสอบยางล้อโดยไม่ต้องส่งไปทดสอบยังต่างประเทศ ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เฉพาะการทดสอบในกลุ่มมาตรฐาน UNECE R117 แต่ถ้ารวมทุกมาตรฐาน ก็จะประหยัดไปได้กว่า 400 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนการส่งออกยางล้อของผู้ประกอบการ รวมทั้งการออกแบบวิจัย พัฒนา นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางล้อ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ ทำให้อุตสาหกรรมยางทั้งระบบมีความมั่นคงและยั่งยืน

นายจักรมณฑ์ กล่าวด้วยว่า รอบ 3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เร่งออกประทานบัตรเหมืองแร่ไปแล้วกว่า 130 แปลง มีมูลค่าแหล่งแร่ 2.2 หมื่นบ้านบาท สร้างการลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท และจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแร่อีกกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแร่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้เร่งดำเนินการ ได้แก่การส่งเสริมเหมืองแร่โปแตช ที่ได้หยุดชะงักไปถึง 30 ปี โดยในขณะนี้ได้อนุมัติเหมืองแร่โปแตชที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ คาดว่าไม่มีผู้คัดค้านจะสามารถออกประทานบัตรได้ภายในต้นเดือน ก.พ.นี้ รวมทั้งยังได้อนุมัติ 2 บริษัทเหมืองแร่โปแตชของจีน 2 ราย เข้ามาสำรวจแร่โปแตช