เอ็มเอไอดัน10บจ.ย้ายเทรด'ตลาดใหญ่'

เอ็มเอไอดัน10บจ.ย้ายเทรด'ตลาดใหญ่'

ผู้จัดการตลาดเอ็มเอไอชี้มี 10 บริษัทขนาดใหญ่ มีศักยภาพมากพอย้ายขึ้นเซ็ท พร้อมเปิดโอกาสหากเสริมสร้างการเติบโต

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่เข้าหลักเกณฑ์ และย้ายขึ้นไปทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 10 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้จะมี 3 บริษัท ที่จะย้ายไปซื้อขายตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ พร้อมให้ความสนับสนุนหากการย้ายตลาดหลักทรัพย์เป็นผลดีกับบริษัทจดทะเบียน

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอแล้ว 2 บริษัท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3 แสนล้านบาท จากสิ้นปีก่อน ที่ 4 แสนล้านบาทแต่การย้ายขึ้นไปจดทะเบียนของ บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่จะเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรกในวันที่ 29 ม.ค. จะทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ พร้อมให้การสนับสนุนกับบริษัทจดทะเบียนในการย้ายขึ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หากการขึ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งเสริมให้ศักยภาพดีขึ้น และมีความน่าสนใจมากกว่าที่ปัจจุบัน

ทั้งนี้หากพิจารณาจะพบว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น มีกองทุนรวมในประเทศเข้ามาลงทุนประมาณ 5 กองทุน ขนาดกองทุนละ 1,000 ล้านบาท เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งกองทุนที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่เป็นกองที่ชอบหุ้นที่เติบโตสูง

นายซัง โด ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทย้ายเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดจะมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทมากขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมากองทุนบางแห่ง ที่ไม่สามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน 5% ทั้งนี้บริษัท ไม่ได้เน้นเรื่องสัดส่วน แต่เน้นการเข้ามาลงทุนในบริษัทระยะยาวมากกว่า

บริษัทมีแผนที่จะไปนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำให้บริษัท ร่วมไปโรดโชว์ต่างประเทศกับตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน

นอกจากนี้ผลดีกับบริษัทในการย้ายไปทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ การได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ อยู่ในกลุ่มเดียวกับบริษัทที่ทำทีวีดิจิทัลเช่นเดียวกัน จะช่วยวัดความน่าสนใจของหุ้นบริษัทกับบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันได้ง่ายขึ้น

บริษัทคาดสัดส่วนรายได้ปีนี้ จะมาจากบริการบนมือถือ 40% ลดลงจากปี 2557 ที่มีสัดส่วน 70% ธุรกิจทีวีเพิ่มเป็น 35% จากปี 2557 ที่ 8% ที่เหลือก็เป็นรายได้จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ เพลง ซึ่งปีนี้บริษัทจะเพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจวิทยุเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้รายได้ปีนี้คาดว่า จะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่คาดจะอยู่ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ปรับเพิ่มค่าโฆษณา 5 เท่า เฉลี่ยมาอยู่ที่ 25,000 บาทต่อนาที จากปีที่แล้วราคาค่าโฆษณาเฉลี่ย 5,000 บาทต่อนาที จากเรทติ้งปรับตัวดีขึ้น ซึ่งปีนี้บริษัทมีแผนที่จะโปรโมทช่องมากขึ้น เพื่อสร้างเรทติ้ง โดยจะใช้งบลงทุน 800-1,000 ล้านบาทในการลงทุนสร้างสตูดิโอ