'เอสซีจี'แจงเศรษฐกิจฟื้น ดันใช้ซีเมนต์พุ่งสูงสุด6%

'เอสซีจี'แจงเศรษฐกิจฟื้น ดันใช้ซีเมนต์พุ่งสูงสุด6%

เอสซีจี ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% รับอานิสงส์รัฐเร่งลงทุน พร้อมวางเป้าหมายรายได้รวมแตะ 4.9 แสนล้านบ.

หลัง 3 ธุรกิจหลักยังโตต่อเนื่อง คาดความต้องการปูนซีเมนต์ปีนี้ขยับ 6% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากติดลบ 1% ในปีที่ผ่านมา ยอมรับราคาน้ำมันส่งผลให้ขาดทุนสต็อก 1 พันล้านในไตรมาสแรกปี 58 พร้อมแจงกำไรปี 57 ลด 8% ด้านโบรกเกอร์ประมาณการกำไรปีนี้โต 27%

ในปี 2558 ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต่างมุ่งหวังที่จะเติบโตจากแรงผลักดันของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ เช่นเดียวกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่ายอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้จะสูงกว่าทุกปี ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากยอดขายธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มาจากความต้องการใช้ของภาครัฐมากกว่า 50%

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโต 4% จากปีก่อน สาเหตุการเติบโตมาจากการผลักดันนโยบายลงทุนของภาครัฐ อาทิ โครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ซึ่งเมื่อรัฐบาลลงทุนแล้ว ภาคเอกชนก็จะลงทุนตาม นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยภาพรวมของธุรกิจเอสซีจีปี 2558 เชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง วางเป้าหมายรายได้รวมที่ 4.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากยอดขายปี 2557 ที่อยู่ที่ 4.87 แสนล้านบาท จากการเติบโตของธุรกิจ 3 ธุรกิจหลัก โดยในส่วนของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง เชื่อว่าจะเติบโตจากความต้องการใช้ของภาครัฐมากกว่า 50% เบื้องต้นประเมินว่าปี 2558 ความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศจะเติบโตขึ้น 6% จากปี 2557 ที่ความต้องการติดลบ 1% เนื่องจากได้รับผลกระทบด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

"ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ที่คาดว่าจะเติบโต 6% หรือประมาณ 42 ล้านตันนั้น เป็นความต้องการใช้ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลักๆมาจากความต้องการใช้ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความต้องการจากภาครัฐน่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป"

สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีในปี 2558 เชื่อว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ยังเติบโต แต่ยอมรับว่าราคาขายของผลิตภัณฑ์จะลดลง ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมัน แต่จะทำให้ส่วนต่างต้นทุนและราคาขายผลิตภัณฑ์ (สเปรด) ปรับตัวดีขึ้น เบื้องต้นประเมินไว้ที่ 700 ดอลลาร์ต่อตันในปีนี้

“ในปี 2556 สเปรดของบริษัทอยู่ที่ 566 ดอลลาร์ต่อตัน ปี 2557 อยู่ที่ 682 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนปี 2558 ในช่วง10 วันที่ผ่านมา อยู่ที่ 717 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งทั้งปีนี้ก็ประเมินไว้ที่ 700 ดอลลาร์ต่อตัน ถือว่าเป็นระดับสเปรดที่รับได้ และสามารถทดแทนราคาขายที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมัน”

ส่อขาดทุนสต็อกน้ำมัน1พันล้าน

นายกานต์กล่าวว่า การลดลงของราคาน้ำมันจะทำให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากสต็อก ประมาณ 1,000 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปีนี้ ต่ำกว่าการขาดทุนสต็อกน้ำมันในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 2,960 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขว่าราคาน้ำมันช่วงเดือนมี.ค. 2558 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 47-48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันยังประเมินไว้ว่าทุกๆ การปรับลดลงของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้บริษัทขาดทุนสต็อกน้ำมัน 700 ล้านบาท

นายกานต์กล่าวเพิ่มอีกว่า บริษัทยังคงงบลงทุน 5 ปี ยังคงไว้เท่าเดิมคือ 2-2.5 แสนล้านบาท เฉพาะในปีนี้คาดว่าจะใช้งบลงทุน 5-6 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นการลงทุน เพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในอาเซียน โดยมองว่าเป็นภูมิภาคที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบภูมิภาคอื่น อาทิ อเมริกาที่กำลังค่อยๆ ฟื้นตัว ยุโรปที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจทรงตัว ขณะที่จีนก็มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายชะลอเศรษฐกิจ

“ขณะนี้ก็มีการเจรจากับธุรกิจในประเทศอาเซียน เพื่อเข้าซื้อกิจการ หรือควบรวมกิจการ เพราะเชื่อว่าธุรกิจในประเทศเหล่านี้ยังเติบโตได้อีกมาก อาทิ กัมพูชามีการเติบโตของเศรษฐกิจ 7% ต่อเนื่อง 10 ปี และเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับ4 ของโลก ขณะเดียวกัน บริษัทก็มีความพร้อมเรื่องฐานะทางการเงิน ขณะก็มีการเจรจาอยู่กับพันธมิตรหลายราย เพื่อเข้าถือหุ้น หรือร่วมทุน โดยบริษัทมีนโยบายถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อเป็นผู้กำหนดนโยบายบริหาร”

นอกจากนี้ ปี 2558 เอสซีจียังจะมุ่งเน้นการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา กำหนดงบลงทุนไว้ 4.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบด้านการวิจัยและพัฒนา 2.7 พันล้านบาท การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาส่งผลกับยอดขายผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มของบริษัทค่อนข้างมาก

เผยกำไรปี 57 ลดลง 8%

ส่วนผลประกอบการงวดปี 2557 มีรายได้จากการขาย 4.87 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิในปี 2557 จำนวน 3.36 หมื่นล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 3/2556 มีกำไรพิเศษเกิดขึ้น 1.7 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานของธุรกิจพีวีซีลดลง และขาดทุนจากราคาน้ำมัน 2.96 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออก 1.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน คิดเป็น 30% ของยอดขายรวม เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ของทุกธุรกิจ เน้นการส่งออกในประเทศอาเซียนมากขึ้น เพื่อทดแทนเศรษฐกิจและความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว

แจงปันผลครึ่งปีหลัง 7 บาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง ในอัตรา 7 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8.4 พันล้านบาท กำหนดวันขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิ (XD) วันที่ 31 มี.ค.2558 และมีมติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 1/2558 จำนวนไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท อายุ 4 ปี เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 2558 และออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท อายุ 3 ปี เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเสนอขายให้กับนักลงทุนที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทเมื่อรวมหุ้นกู้ชุดใหม่ที่จะออกแล้ว จะมีวงเงินหุ้นกู้ที่ออกรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1.66 แสนล้านบาท

โบรกเกอร์คาดปีนี้กำไรโต27%

นักวิเคราะห์บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจของบริษัทปูนซิเมนต์เติบโต โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีจะเป็นธุรกิจสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการปี 2558 โดยสเปรดเฉลี่ยพีอี-แนฟทาในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อตันสู่ระดับ 770 ดอลลาร์ต่อตันช่วยเพิ่มกำไรประมาณ 5.8 พันล้านบาท เนื่องจากต้นทุนแนฟทาจะอยู่ในระดับต่ำ ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ขณะที่การผลิตของเอทิลีนใหม่คาดจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% ทำให้ราคาเอชดีพีอีและพีอีไม่ปรับลดลตามราคาแนฟทา ขณะที่ธุรกิจปูนซิเมนต์ คาดจะกลับมาโต 6% แรงหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล วัสดุก่อสร้างคาดจะฟื้นตัว และ กระดาษจะดีขึ้น จากผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากกำลังการผลิตปูนซิเมนต์ใหม่ที่ อินโดนีเซียในงวดไตรมาส3/2558 และ กัมพูชาในไตรมาส2/2558 เข้ามาเสริม รวมถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนทำให้คาดกำไรรวมปี 2558 จะเท่ากับ 41,322 ล้านบาท เติบโตถึง 27%จากงวดปี2557

รับอานิสงส์น้ำมันวูบ

บล.เคจีไอระบุว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงและการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศในปี 2558 ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ราคาน้ำมันน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งการที่ราคาน้ำมันระดับนี้แครกเกอร์ (cracker) ที่ใช้ก๊าซเป็นหลัก เกิดความลังเลที่จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่ ส่งผลให้อุปทานใหม่เลื่อนเวลาในการเข้ามาสู่ตลาดช่วง5ปีข้างหน้าออกไป

ทั้งนี้คาดว่าส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งอย่างน้อย 50 ดอลลาร์ต่อตัน ในปี 2558 ในขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศในครึ่งหลังของปีนี้ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากภาคเอกชน ดังนั้น อุปสงค์ปูนซีเมนต์ในปีนี้จึงน่าจะโตได้ตามเป้าหมายของที่ 5-7%

กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้างที่เติบโตดีจะช่วยหนุนกำไรปี 2558 ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าผลการดำเนินในอาเซียนปีนี้จะเริ่มออกดอกออกผล โดยโรงปูนขนาด 0.9 ล้านตันในกัมพูชาเริ่มเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 2/58 และโรงปูนขนาด 1.8 ล้านตันในอินโดนีเซียเริ่มเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 3/58 ก็น่าจะช่วยหนุนให้กำไรของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย มีแนวโน้มแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นปูนซิเมนต์ไทย เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2558 ปรับตัวเพิ่มขึ้นปิดตลาดที่ราคา 480 บาท เพิ่มขึ้น 8 บาท คิดเป็น 1.69 %มูลค่าการซื้อขายรวม 1.03 พันล้านบาท