ไอเอ็มเอฟแนะ3แนวทางขับเคลื่อนศก.

ไอเอ็มเอฟแนะ3แนวทางขับเคลื่อนศก.

"ปรีดิยาธร" เผย "ไอเอ็มเอฟ" เสนอแนะ 3 แนวทางให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการด่วน เพื่อหนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือกับ นายหลุยส์ อี บริวเออร์ ผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (28 ม.ค.) ว่า ตัวแทนของไอเอ็มเอฟได้เข้ามาศึกษาข้อมูลในประเทศไทย และพบกับหน่วยงานราชการต่างๆ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ไอเอ็มเอฟ ได้แนะนำหลายอย่างเหมือนกับที่ตนได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ให้เร่งรัดการลงทุน โดยเฉพาะงบการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกของงบประมาณรายจ่าย 2558 ที่ยังมีความล่าช้า ซึ่งตนได้บอกว่าส่วนนี้ได้มีการเร่งรัดอยู่แล้ว และได้เสนอแนวทางไปยัง ครม.แล้วซึ่งไอเอ็มเอฟก็พอใจการดำเนินการในส่วนนี้

2.ไอเอ็มเอฟเสนอให้ไทยเร่งรัดการปรับ โครงสร้างราคาน้ำมัน และโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของราคาน้ำมัน โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการปรับโครงสร้างราคาอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องขอให้เดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ผมให้เครดิตกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

3.ไอเอ็มเอฟได้สอบถามเกี่ยวกับแนวทางการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งมีความเห็นตรงกันในเรื่องการผลักดันการเก็บภาษีเพิ่มเติมเช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งนี้ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าตนมีแนวคิดที่จะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมให้มากขึ้น ส่วนข้อเสนอของไอเอ็มเอฟในการให้ไทยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ต้องขอดูสถานการณ์ก่อน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า ในอนาคตประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในบางรายการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนงบประมาณในการลงทุนให้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันงบประมาณในการลงทุนอยู่ที่ 17.5% ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนปี 2559 ที่จะมีการเพิ่มงบประมาณในการลงทุน 20% แต่ในที่สุดต้องเพิ่มเป็น 25%หรือ 30%ให้ได้ ซึ่งจะเพิ่มได้ต้องมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น

“เรื่องรายได้ภาษีเทียบกับรายจ่ายเพื่อการลงทุนยังไม่พอเพียง ที่ผมคิดว่าต้องเพิ่มภาษี เพราะรายจ่ายลงทุนในปัจจุบันของรัฐบาลปีที่แล้วซึ่งน้อยไป ปีใหม่ขึ้นมา รายจ่ายประจำไม่หักลดที่ไม่จำเป็นลงบ้าง รายจ่ายประจำปีนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงกว่าปีที่แล้ว แต่ก็ตัดลงยาก เพราะเงินเดือนข้าราชการถือว่าไม่สูงกว่าเงินเดือนของเอกชน แต่ตัวนี้ไม่ใช่ตัวใหญ่ ตัวใหญ่คือรายได้ภาษีไม่พอ ถ้าพอก็ไปได้ถ้าจะเพิ่มงบลงทุน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

โดยเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุม ไอเอ็มเอฟ Surveillance of Article 4 ซึ่งได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการประชุม เพื่อติดตามเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจ หลังจากห่างหายไป 1 ปี จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไทย เบื้องต้น ไอเอ็มเอฟ พอใจกับมาตรการเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศไทยที่คาดว่า ปีนี้จีดีพีจะขยายตัวได้ 3-4% ซึ่งผ่านการสนับสนุนของกระทรวงการคลัง ในด้านการเงิน การฟื้นฟูด้านต่างๆ อาทิ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก ประกอบกับ ระดับเงินคงคลังที่ยังมีความแข็งแกร่ง

ขณะที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็เป็นไปอย่างดี แต่อาจมีความซ้ำซ้อน และต้องการการสนับสนุน ด้วยการเพิ่มขึ้นระดับการขาดดุลทางการคลัง เพื่อการดำเนินการที่เน้นเรื่องการเร่งการเจริญเติบโต

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมองถึงความซับซ้อนด้านการดำเนินการขั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลที่ควรจะเพิ่มขึ้น เพื่อนำความเชื่อมั่นมาสู่เศรษฐกิจ ดังนั้น ด้านนโยบายรายได้ ควรมีการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10% แต่ไม่ใช่โดยทันทีและภาษีนิติบุคคลควรปรับลดลงเล็กน้อย

นอกจากนี้ ควรมีการปฏิรูปรูปด้านพลังงาน การปรับราคาลงของพลังงาน เพื่อกระตุ้นการบริโภค และการเจริญเติบโต รวมถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ให้มีความโปร่งใส และเรื่องการบริหารจัดเก็บที่ควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

ทั้งนี้เบื้องต้นไอเอ็มเอฟ อยากจะหารือเรื่องการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมภาษีเพิ่มเติม จะมีการนัดหารือกันต่อไป โดยไอเอ็มเอฟ ต้องการจะแนะนำให้ความเห็นให้การจัดเก็บภาษี เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีหลักยังไม่เป็นตามเป้าหมาย ขณะที่ภาครัฐยังต้องใช้มาตรการขาดดุลงบประมาณ

ส่วนมาตรการรองรับคิวอียูโรโซน ยังเห็นตรงกันว่า ควรจะมีมาตรการหรือไม่ เพราะขณะนี้ มั่นใจว่า มาตรการทางการเงินของธปท. ยังดูแลได้ดี แต่ต้องเฝ้าระวังเงินที่จะไหลเข้ามาว่าจะมาในตลาดใดมากกว่ากันระหว่างตราสารหนี้ หรือตลาดทุน และให้คำนึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจัดเตรียมมาตรการรองรับในระยะต่อไป