อัด'มะกัน'สร้างบาดแผล

อัด'มะกัน'สร้างบาดแผล

"ดอน" เรียก "อุปทูตสหรัฐ" เข้าพบหลังผู้ช่วยรมต.สหรัฐวิจารณ์การเมืองไทย ชี้สร้างบาดแผลในใจคนไทย

ยันถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" ทำตามกฎหมาย ด้านภาคประชาชนยื่นหนังสือจี้สหรัฐหยุดแทรกแซงไทย "ประยุทธ์" เสียใจสหรัฐไม่เข้าใจไทย ลั่นทุกประเทศมีศักดิ์ศรี สั่งเชิญตัว "สุรพงษ์" เข้าพบปรับทัศนคดี ด้านศาลอาญาสั่งจำคุก "จตุพร" 2 ปีไม่รอลงอาญาปมปราศรัยหมิ่น "อภิสิทธิ์"

ภายหลังนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา กล่าวปาฐกถาแสดงความคิดเห็นการเมืองของไทย ที่สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา จนสร้างความไม่พอใจให้กับทางการไทยนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวานนี้(28 ม.ค.) นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ได้เชิญนายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบหารือที่กระทรวงการต่างประเทศ นานกว่า 2 ชั่วโมง

ภายหลังการหารือ นายดอน เปิดแถลงข่าวว่า ได้เชิญอุปทูตสหรัฐ มาเพื่อรับทราบร่วมกันเกี่ยวกับการหารือระหว่างผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปด้วยดี และมีบางเรื่องที่เรามีความห่วงกังวล ซึ่งต้องพูดคุยกันเพราะความกังวลนี้สะท้อนออกมาจากหลายทิศทาง เป็นสิ่งที่เราคิดว่าแทนที่จะปล่อยให้ผ่านไป ก็เห็นว่าน่าจะได้รับทราบไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าจะได้ดีขึ้น

"ความกังวลนี้ระคนกับความผิดหวัง อีกทั้งเป็นเสียงสะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเกิดบาดแผลขึ้นในใจ เป็นบาดแผลในใจจากการเยือน จึงอยากให้รับทราบเรื่องเหล่านี้ คราวหน้าจะได้หาทางเยียวยาไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก แต่ไม่ได้เชิญมาประท้วง เราไม่ได้แข็งกร้าว แต่มีเหตุผล ประเทศไทยมีวุฒิภาวะไม่ได้เป็นประเทศเพิ่งเกิดใหม่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีการรัฐประหารหลายครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย"

"ดอน"สวนสหรัฐปมจี้ยกเลิกอัยการศึก

ส่วนเรื่องกฎอัยการศึกได้ชี้แจงอย่างไรบ้างนั้น นายดอน กล่าวว่า เรื่องนี้ได้พูดกันมาหลายครั้ง รวมทั้งการหารือระหว่างรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ กับผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ก็ได้ยกขึ้นมาหารือเมื่อคราวที่แล้วว่า ที่จริงไม่มีใครรู้สึกว่ามีกฎอัยการศึกอยู่ มีแต่ตัวหนังสือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบอะไรเลย นอกจากผู้ที่มีเจตนาไม่ดีหรือสร้างปัญหาความมั่นคง ซึ่งถือว่าจำนวนน้อยมาก

"ถ้าอยากให้เราเลิก อยากให้ยุติ หากมีเหตุการณ์ใครจะรับผิดชอบ ท่านรับผิดชอบได้หรือไม่ อยากจะให้เลิกแล้วเราตามใจ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นวุ่นวาย ผู้เรียกร้องหรือใครจะรับผิดชอบ" นายดอน ระบุ

แจงถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"เป็นไปตามก.ม.

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของอุปทูตสหรัฐเป็นอย่างไร มีความเข้าใจแค่ไหน นายดอน กล่าวว่า อุปทูตสหรัฐได้กล่าวขอบคุณที่ฝ่ายไทยได้บอกกล่าวในเรื่องนี้ และรับทราบ ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม และจะกลับไปพิจารณาต่อไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่นายรัสเซล แสดงความเห็นถึงการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะเกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ตนได้ให้ข้อเท็จจริงไปว่า ถ้าติดตามเรื่องของประเทศไทย ก็จะเห็นว่ามีกระบวนการมาตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องของกฎหมายล้วนๆ เป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในหลายเรื่อง เป็นผลให้เกิดความเสียหาย จึงทำให้กระบวนการทางกฎหมายต้องเข้ามา ดังนั้นถ้าพูดว่าการเมืองเป็นตัวกำหนด ก็แสดงว่าเจ้าหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลให้กับเขา ไม่ได้เข้าใจประเทศไทยหรือเหตุการณ์ในบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจนเพียงพอ จึงต้องให้เขารับรู้ว่าเรื่องนี้มีความลึกซึ้งมากกว่านั้น อีกทั้งการรัฐประหารในประเทศไทย ไม่เหมือนกันประเทศอื่นๆ ในโลก

สอนมวยมะกัน-ถ้าเป็นไทยจะไม่พูดอย่างนี้

นายดอน กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามการไปกล่าวครั้งนั้น เริ่มต้นได้ดี จนมาท้ายๆ แทนที่จะเป็นการส่งเมสเซสที่จะช่วยให้เยาวชนและนักศึกษา ทำให้หัวใจของเยาวชนผนึกกัน มีความรู้สึกตื่นตัว แต่ผู้มาเยือนก็เลือกที่จะพูดเรื่องการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อถามว่าถือว่าสหรัฐแทรกแซงหรือก้าวก่ายกิจการภายในประเทศหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ถ้าเป็นไทยก็จะเลือกที่จะไม่พูดในลักษณะนี้ แต่จะพูดเพื่อส่งเสริม ประเทศไหนที่มีปัญหาเราจะไม่พูด ไม่เฉพาะแค่สหรัฐ

"สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐพูดออกมาอย่างเป็นทางการ ถ้าไปเชื่อทุกเรื่องราว ก็จะมีผล ทำให้เกิดปัญหา เพราะหลายเรื่องที่พูดเรื่องการเมือง ก็ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง อย่างที่เห็นกันอยู่ ปรากฏเป็นข่าวบ้าง ท่านผู้พูดมีทางเลือกจะรู้ว่าพูดแบบไหน เพราะเยาวชนของเราตั้งหน้าตั้งตารอฟัง แต่เมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้นก็ถือว่าน่าผิดหวัง ขณะที่บางคนถือว่าเป็นบาดแผลในใจเลยทีเดียว เพราะลูกหลานไปได้ยินเรื่องราวที่ไม่ควรจะได้ยิน"

ภาคปชช.จี้สหรัฐเลิกแทรกแซงไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายยุทธภัณฑ์ พันธ์สิงสอน เลขาธิการเครือข่ายปกป้องผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของคนไทย พร้อมคณะ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายแดเนียล ผ่านสถานทูตฯ เพื่อขอให้สหรัฐ หยุดแทรกแซงกิจการภายในของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม และขอให้เคารพอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

นายกฯเสียใจสหรัฐไม่เข้าใจไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายแดเนียล แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทย และขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ว่า รู้สึกเสียใจที่สหรัฐไม่เข้าใจการทำงานของเรา ซึ่งเราเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดมานาน เราก็ไม่เคยตอบโต้อะไรเลย จึงให้กระทรวงต่างประเทศไปชี้แจงทำความเข้าใจถึงแก้ปัญหาของเรา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐยังมีอยู่ การค้าขายการลงทุนยังมีอยู่ ที่ผ่านมาเราอำนวยความสะดวกเขามากกว่าที่ผ่านมาด้วยซ้ำ แต่เขาไม่สามารถพูดเป็นอย่างอื่นได้ ในเมื่อเราเป็นประชาธิปไตย เขาก็ต้องคิดแบบประชาธิปไตยตะวันตก แต่อย่าลืมว่าผู้นำทางการเมืองของเราในอดีตไม่เหมือนกับเขา เขาก็ต้องฟังบริบทเหล่านี้ด้วย ทุกประเทศมีศักดิ์ศรี ประเทศไทยก็มีศักดิ์ศรี เราให้เกียรติทุกประเทศ ไม่เคยต่อต้านใคร

สั่งเชิญตัว"สุรพงษ์"ปรับทัศนคติ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการอนุญาตให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกนอกประเทศ ว่า ขณะนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ แต่หากขอมาก็ต้องถามศาลว่า ไปได้หรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาล หากศาลบอกว่าห้ามออกนอกประเทศก็ไม่ให้ออก

นอกจากนี้คนที่ออกมาข่มขู่ว่า จะเกิดความรุนแรงก็จะเรียกมาพูดคุย หากออกมาพูดอีกตนก็จะใช้อำนาจห้ามเดินทางออกต่างประเทศ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทอง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก รวมถึงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งตนจะเรียกทุกคน ใครพูดอีกก็จะเรียกหมด ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นอดีตนายกฯ ตนให้เกียรติเขาเสมอ ทุกคนก็ควรให้เกียรติด้วย

คสช.เรียก"สุรพงษ์"เข้ารายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คสช.ได้มีคำสั่งเรียกตัว นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เข้ารายงานตัวต่อ คสช. หลังจากได้วิพากษ์วิจารณ์และโจมตีรัฐบาล กรณี สนช.ลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ รวมถึงการให้สัมภาษณ์หลังนายแดเนียล เข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์

ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุจะเรียกตัวไปรายงานตัวว่า ได้ทราบข่าวบ้างแล้ว แต่ยังไม่เห็นหนังสือเชิญ แต่หากมีหนังสือเมื่อไหร่พร้อมไปพบเมื่อนั้น เพราะสิ่งที่ตนพูดเป็นการอธิบายในสิ่งที่นายแดเนียล รู้สึกกับประเทศไทย

คุก2ปี"จตุพร"ไม่รอลงอาญาหมิ่น"อภิสิทธิ์"

ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2552 จำเลยขึ้นปราศรัยที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ ทำนองว่าประวิงเวลาในการทำความเห็นเพื่อเสนอสำนักราชเลขาธิการ พิจารณาผู้ที่ร่วมลงรายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2552 จำเลยยังได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่ม นปช.ที่หน้าทำเนียบฯ กล่าวหานายอภิสิทธิ์ ขณะเป็นนายกฯ ทำนองว่าเป็นอาชญากรและฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า การปราศรัยทำนองว่า ประวิงเวลา ทำให้การเสนอความเห็นขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าช้านั้น ในประเด็นนี้โจทก์ได้เบิกความถึงขั้นตอนการทำความเห็นว่าก็จะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของผู้ที่ร่วมลงรายชื่อ ซึ่งมีมากถึง 3.5 ล้านรายชื่อ และเมื่อตรวจสอบแล้วก็จะต้องเสนอความเห็นตามขั้นตอนก่อนที่จะเสนอไปยังสำนักราชเลขาธิการต่อไป

แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าโจทก์ให้สัมภาษณ์ว่าจะดำเนินการดังกล่าวให้เสร็จภายใน 60 วันที่จะครบกำหนดในวันที่ 17 ต.ค.2552 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ขึ้นเวทีปราศรัยทวงถามถึงกรณีดังกล่าวในวันที่ 11 ต.ค.2552 ซึ่งก่อนจะครบกำหนด 60 วัน แต่กลับกล่าวปราศรัยถึงโจทก์ในลักษณะที่ได้ปิดบังขั้นตอนดำเนินการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการติชมเพื่อความเป็นธรรมแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ส่วนการปราศรัยที่กล่าวพาดพิงโจทก์ ทำนองว่า เป็นอาชญากรสั่งฆ่าประชาชนและสร้างสถานการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายนั้น ศาลเห็นว่า ตามคำเบิกความโจทก์ ยืนยันว่าในช่วงที่มีการชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรงใดๆ แต่เน้นหลักการประนีประนอมและกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่ถ้อยคำซึ่งจำเลยได้กล่าวปราศรัยฟังได้ว่ามาจากการประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมายัน

ขณะที่เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยกล่าวแล้ว ก็มีลักษณะที่เป็นการยั่วยุ ปลุกปั่นให้ประชาชนที่รับฟังเข้าใจว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวถือเป็นการกล่าวยืนยันข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ที่สร้างความเสียหายแก่โจทก์

จึงพิพากษาให้จำคุก จำเลยฐานหมิ่นประมาท รวม 2 กระทงๆ ละ 1 ปี คงจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า นอกจากเป็นการกระทำให้โจทก์เสียหายแล้วยังได้กระทบต่อสถาบันฯ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน กรณีจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ โดยให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาย่อด้วย ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เดลินิวส์ และมติชน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน และให้นับโทษจำเลยต่อ จากคดีหมายเลขดำ อ.1008/2553 ที่ได้กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์อีกคดีหนึ่งด้วย ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5 หมื่นบาท แต่โจทก์จำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาทขอปล่อยชั่วคราวเพื่ออุทธรณ์ต่อสู้คดี ซึ่งศาลก็อนุญาต