'วิษณุ'เเนะหาฤกษ์ประกาศใช้รธน.ฉบับที่21

'วิษณุ'เเนะหาฤกษ์ประกาศใช้รธน.ฉบับที่21

"วิษณุ" รองนายกฯ เเนะหาฤกษ์ประกาศใช้รธน.ฉบับที่ 21 หวังให้มีอายุยาวกว่ารธน.ฉบับแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิตว่า สถาบันพระปกเกล้า จัดงานปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย” เพื่อเทิดพระเกียรติวโรกาส 120 ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา โดยเฉพาะการวางรากฐานการเมืองการปกครองของไทย โดยเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก และเนื่องในโอกาสครบ 120 ปี วันพระบรมราชสมภพ ในนามสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งการปกครอง และการเมืองไทย

จากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประวัติของพระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย” และ “ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญฉบับแรก กับอนาคตรัฐธรรมนูญไทย” โดยความตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตย หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีมติยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นของโลก ตนเชื่อว่าคนไทยมีความรู้เกี่ยวกับรัชกาลที่ 7 น้อยที่สุด ทั้งที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ มีจุดเด่น 4 ประการ คือ 1.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อาภัพ 2.ทรงมีบทบาทสำคัญมากในการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม 3.ทรงมีบาทในการวางรากฐานในระบอบประชาธิปไตย และ 4.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นนักสินติวิธี ซึ่งจุดเด่นเรื่องการเป็นนักสันติวิธี คือไม่ทรงปรารถนาจะเห็นการนองเลือด ครั้งที่ถูกยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2475 ซึ่งรัชกาลที่ 7 เป็นผู้พระราชทาน ชื่อว่า รัฐธรรมนูญการปกครอง หรือในอดีตเรียกว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญแผ่นดินสยาม”ซี่งพระองค์ทรงเติมคำว่า”ชั่วคราว”ต่อท้าย ขณะนั้นยังไม่มีส.ส. จึงมีการตั้งกรรมการราษฎรขึ้นมา มีประธานกรรมการราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนกรรมการราษฎรเป็นครม. จากนั้นมีการตั้งคณะทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัชกาลที่ 7 ทรงมีส่วนร่วมวางแนวทางรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างเสร็จแล้วก็ให้โหรดูฤกษ์ยาม ซึ่งโหรกำหนดให้ วันที่ 10 ธ.ค. เป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งแรก

“วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ และกำลังร่างฉบับที่ 21 ซึ่ง 20 ฉบับที่ผ่านมา ไม่มีฉบับใดใช้ได้ยืนยาว เหมือนฉบับแรกที่ใช้มาถึง 14 ปี แล้วยังวนกลับมาใช้อีก 7 ปี ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันต้องดูฤกษ์ให้ดี เพื่อให้ยาวกว่า 14 ปีให้ได้ ถ้าบอกว่า ฤกษ์ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่คนก็ว่ากันไป”นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า หลังจากนั้นมีกองทหารยกกำลังจากจ.นครราชสีมา เข้ามาบางเขน กทม. เพื่อดำเนินการยึดอำนาจ ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นไม่ยินยอม มีการปราบปรามคณะกบฏ ในที่สุดรัฐบาลเป็นฝ่ายชนะ เหตุการณ์ครั้งนั้นรู้จักกันดีในชื่อว่า” กบฏบวรเดช” และรัฐบาลได้ไล่ล่าแกนนำกบฏทั้งหมด หลายคนล้มหายตายจาก บางคนถูกจับไปกุมขังที่เกาะตะรุเตา ส่วนพระองค์เจ้าบวรเดชหัวหน้าคณะกบฏได้หนีไปประเทศกัมพูชา ต่อมารัฐบาลได้สร้าง "อนุสาวรีย์หลักสี่" ชื่อจริงคือ "อนุสาวรีย์ปราบกบฏ" หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช จากเหตุการณ์ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีวิทยุว่า จะเดินทางไปรักษาพระอาการเกี่ยวกับพระเนตรที่ต่างประเทศ จนกระทั่งปี พ.ศ.2477 ได้มีโทรเลขกลับมายังเมืองไทยว่า พระองค์ขอสละพระราชสมบัติ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของรัชกาลที่ 7 โดยมีประโยคสำคัญว่า“ข้าพเจ้ามีความเต็มจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” ถือได้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงวางรากฐานการปกครองของไทย