กมธ.ยกร่างฯสรุป'ริบอำนาจ'กกต.

กมธ.ยกร่างฯสรุป'ริบอำนาจ'กกต.

(รายงาน) กมธ.ยกร่างฯสรุป "ริบอำนาจ" กกต. กำหนดหน้าที่10ข้อ-มีประเมินผลงาน

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตรา เมื่อวานนี้ (27 ม.ค.) เป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 ได้เข้าสู่การพิจารณาเรื่อง "องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ" ซึ่งอยู่ในหมวด 2 ของภาค 3 (ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่) ว่าด้วยนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ที่ประชุมเริ่มพิจารณาเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในมาตรา (3/2/5-1) 8 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ได้นำความของมาตรา 235 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ปรับหลักการให้ กกต. เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น, ควบคุมการออกเสียงประชามติเท่านั้น และให้ดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ประเด็นนี้ จากเดิมกำหนดหน้าที่ของ กกต.ให้เป็นผู้ดำเนินการและจัดให้มีการเลือกตั้งและทำประชามติ โดยเจตนารมณ์ของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติใหม่ก็คือ ให้ กกต.มีหน้าที่เพียงควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนควบคุมการออกเสียงประชามติ และควบคุมการได้มาซึ่ง ส.ว.เท่านั้น ถือเป็นการแยกการกำกับดูแลออกจากการบริหารจัดการ สำหรับการดำเนินการเลือกตั้งจะมีหน่วยงานที่ดำเนินการ ซึ่งระบุไว้ในมาตราถัดไป

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้เปิดให้ กมธ.ยกร่างฯ ได้อภิปรายและสอบถามความเห็นต่อประเด็นที่ประชาชนเสนอให้ กกต.เป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งเช่นเดิม ปรากฏว่ามี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยอภิปรายเสนอความเห็นให้ กกต.มีหน้าที่เหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ส่วนข้อบกพร่องในการทำงานของ กกต.ควรแก้ไขในส่วนนั้น ไม่ใช่ย้อนกลับไปให้หน่วยราชการจัดการเลือกตั้ง

นอกจากนั้นยังกังวลว่าหากให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ถูกคัดเลือกจากที่ประชุม กกต. ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงกลาโหม และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดการเลือกตั้งแทน เชื่อว่าจะเกิดปัญหาต่อการเลือกตั้งรอบหน้าอย่างแน่นอน เนื่องจากกระทรวงต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมือง

ขณะที่กมธ.ยกร่างฯ ฝ่ายที่สนับสนุนบทบัญญัติใหม่ ได้อภิปรายโต้แย้งว่าหากให้หน่วยงานราชการจัดการเลือกตั้งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาที่ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดการเลือกตั้งก็ไม่มีปัญหา เว้นแต่ในจังหวัดที่มีอิทธิพลของนักการเมืองเท่านั้น

ในประเด็นนี้มี กมธ.ยกร่างฯบางรายถึงกับบอกว่า ขอเอาคอเป็นประกันเลยว่าการเลือกตั้งรอบต่อไปที่ให้หน่วยงานราชการจัดการเลือกตั้งจะไม่มีปัญหาแน่นอน

ในที่ประชุมยังมี กมธ.ยกร่างฯส่วนหนึ่งเสนอแนวทางสายกลางเพื่อประนีประนอมการโต้เถียงที่แบ่งฝ่ายอย่างเด็ดขาด คือ เสนอให้การจัดการเลือกตั้งตามบทบัญญัติใหม่เน้นบทบาทระบบราชการร่วมกับภาคประชาชนในการจัดการเลือกตั้ง

ส่วนประเด็นบางพื้นที่พบว่ามีกลุ่มอิทธิพลอยู่ ต้องเขียนหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบกลุ่มคนดังกล่าวด้วย รวมถึงมีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างของ กกต.และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับโครงสร้าง กกต.กลาง และเพื่อให้การทำงานมีอิสระ มีกลไกการควบคุมการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งรอบต่อไปมีปัญหา แล้วยกประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในตอนท้ายที่ประชุมได้ข้อยุติในประเด็นนี้ คือให้ยึดหลักการตามที่ อนุกมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราฯเสนอ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงว่า อำนาจหน้าที่ของ กกต.มีทั้งหมด 10 ข้อ คือ 1.ออกประกาศหรือวางระเบียบที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการดำเนินการให้ได้มาซึ่ง ส.ว. รวมถึงออกระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

2.วางระเบียบเกี่ยวกับข้อห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วงที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยสาระสำคัญ คือ การบริหารราชการแผ่นดินช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง จะให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ทำหน้าที่แทนนายกฯ และรัฐมนตรี

3.ออกมาตรการและควบคุมการบริจาคเงิน การใช้จ่ายเงิน หรือการรับเงินในส่วนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง 4.ออกคำสั่งให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ กกต. 5.ออกคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง รวมถึงระงับการปฏิบัติหน้าที่ ย้ายข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม

6.สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย 7.สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ 8.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผลการเลือก ส.ว. และผลการออกเสียงประชามติ

9.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค เพื่อให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ใช้หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และ 10.ควบคุมการออกเสียงประชามติหรือสั่งให้มีการออกเสียงประชามติใหม่

นอกจากนั้นแล้วยังให้มีคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของ กกต.เป็นประจำทุกปี ดังนั้นยืนยันว่า กกต.ไม่ถูกลดอำนาจ แต่ได้รับอำนาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับการสรรหา กจต.นั้น ในมาตรา (3/2/5-1)10 กำหนดให้ที่ประชุม กกต.ร่วมกับปลัด 6 กระทรวง 7 หน่วยงาน ได้แก่ มหาดไทย กลาโหม คมนาคม ศึกษาธิการ สาธารณสุข เกษตรและสหกรณ์ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลือกบุคคลในสังกัดเป็น กจต.รวมทั้งสิ้น 7 คนเพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งในพื้นที่ โดยในแต่ละพื้นที่มี กจต.จำนวน 7-9 คนปฏิบัติหน้าที่