จี้เปิด'ค่าฟี'ธุรกรรมข้ามชาติ

จี้เปิด'ค่าฟี'ธุรกรรมข้ามชาติ

ธนาคารกลาง 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน ประกาศให้แบงก์พาณิชย์โชว์ข้อมูลค่าธรรมเนียมธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ได้มีการประกาศการใช้หลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลบริการทางการเงินสำหรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Principles for Product Transparency and Disclosure on Cross-Border Trade Settlement) โดยธนาคารกลาง 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้จัดตั้งคณะทำงานด้านระบบการชำระเงินในอาเซียน ขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการชำระเงินของแต่ละประเทศในกลุ่มให้พร้อมรองรับการรวมตัวทางการเงินของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ทั้งนี้ คณะทำงานด้านระบบการชำระเงินในอาเซียน ได้จัดทำหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลบริการทางการเงินสำหรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและการให้บริการของสถาบันการเงินในภูมิภาคที่เกี่ยวกับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศมีความโปร่งใส

สำหรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้บริการทางการเงินที่ทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ มีข้อมูลสำคัญที่ชัดเจน และเข้าถึงได้ง่ายที่จะใช้เปรียบเทียบในการตัดสินใจเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ในไทยได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตามประกาศ ธปท. ที่ สนส. 80/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์นี้

ทั้งนี้ในแถลงการณ์ของธปท. ระบุว่า ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะนำร่องใช้หลักเกณฑ์ฯ นี้ภายในเดือนก.พ.นี้ ขณะที่ประเทศในกลุ่มที่เหลือ ประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามจะใช้หลักเกณฑ์นี้ภายในปีนี้

การใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกรรมการชำระดุลธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศในอาเซียนแล้ว คณะทำงานฯ ยังได้ศึกษาแนวทางสนับสนุนการใช้สกุลเงินท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในเรื่องดังกล่าวด้วย อีกทั้งคณะทำงาน ยังมีเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินของกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการรวมตัวทางการเงินของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ และการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกเป็นสำคัญที่จะสนับสนุน ให้บริการด้านการชำระเงินระหว่างประเทศมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

ด้านนายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษก ธปท. กล่าวว่า ข้อมูลที่ขอให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยเปิดเผยตามหลักเกณฑ์ การเปิดเผยข้อมูลบริการทางการเงินสำหรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลที่ ธนาคารพาณิชย์ในไทย ได้เปิดเผยอยู่แล้วเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์ ตามประกาศ ธปท. ก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีความชัดเจน โปร่งใส ทำให้ลูกค้ามีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ที่ผ่านมาพบว่าธนาคารพาณิชย์บางแห่งเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเฉพาะที่เป็นภาษาไทย

ดังนั้น ตามหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลบริการทางการเงินสำหรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศจึงขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้ลูกค้าในอาเซียนได้รับข้อมูลที่เท่าเทียมกัน

"การใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน และไม่มีข้อบังคับหรือบทลงโทษ โดยประเทศที่มีความพร้อมและสามารถใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวภายในเดือนก.พ.นี้ มีด้วยกัน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย สำหรับประเทศที่ยังไม่พร้อมก็จะมีการเตรียมตัวซึ่งคาดว่าจะใช้หลักเกณฑ์ได้ภายในปีนี้"

ที่ผ่านมาในอาเซียนยังไม่ได้มีการพูดถึงการใช้เงินสกุลเดียวหรือการใช้เงินสกุลใดสกุลหนึ่งเป็นหลัก แต่สำหรับการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อการค้าขายนั้น จะเป็นไปตามความพร้อมของธุรกิจและของตลาดการเงินในแต่ละประเทศ

ด้าน นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า หลังจากกระทรวงการคลังได้ออกประกาศ เรื่อง สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้การประกอบธุรกิจสินเชื่อดังกล่าว เป็นกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งมอบอำนาจให้ ธปท. กำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลนั้น ล่าสุด ธปท. ได้ออกประกาศในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.นี้เป็นต้นไป

สำหรับผู้สนใจประกอบธุรกิจดังกล่าว ที่ผ่านมามีผู้สอบถามรายละเอียดมายัง ธปท. 14 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) และเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านสินเชื่อเดิมอยู่แล้วในระบบ แต่มีผู้ประกอบการรายใหม่สอบถามข้อมูลเข้ามาบ้างเช่นกัน เพียงแต่ยังต้องดูว่าผู้ประกอบการทั้ง 14 รายที่สอบถามข้อมูลเข้ามานั้น จะมีการยื่นขอใบอนุญาตเข้ามาจริงหรือไม่

นายรณดล กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตนั้น ต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ดี/อี) ไม่เกิน 7 เท่า ในกรณีที่มีอัตราส่วนดังกล่าวเกินกว่ากำหนด จะต้องดำเนินการปรับลดให้อยู่ในอัตราที่กำหนดภายในวันที่ 23 ม.ค.2559 ซึ่งก็คือ 1 ปีนับจากวันที่ประกาศ ธปท. มีผลบังคับใช้

"สาเหตุที่ต้องกำหนดดี/อีไม่เกิน 7 เท่า เพราะห่วงเรื่องการระดมทุนไปใช้ขยายสินเชื่อ โดยเราดูแล้วว่าระดับดังกล่าว จะไม่เป็นภาระกับบริษัทที่ให้บริการมากเกินไป และการกำหนดค่าดี/อีไม่เกิน 7 เท่าถือเป็นการกำหนดความเสี่ยงในวงที่เรายอมรับได้" นายรณดล กล่าว