'ลีสซิ่งกสิกร'ตั้งเป้าสินเชื่อโต17%

'ลีสซิ่งกสิกร'ตั้งเป้าสินเชื่อโต17%

"ลีสซิ่งกสิกรไทย" ตั้งเป้าสินเชื่อโต 17% เน้นรถฟรีท-บิ๊กไบค์และรถช่วยได้ หวังเพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ยเป็น 1.7%

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่และลิสซิ่งรถยนต์ไว้ที่ 71,796 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 17.6% ทำให้บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้าง 89,923 ล้านบาท ตั้งเป้าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไม่เกิน (NPL) ไว้ไม่เกิน 1.50% และกำไรตลอดปี 2558 ประมาณ 532 ล้านบาท สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจะเน้นสินเชื่อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายใหญ่ โดยเป้าหมายสินเชื่อดังกล่าว จะมาจากฟรีทรถใหม่ และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจะมาจากสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ และสินเชื่อรถช่วยได้

ทั้งนี้การหันมารุกตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และสินเชื่อรถช่วยได้ จะหนุนให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าสิ้นปีนี้ ส่วนต่างดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น เป็น 1.7%จาก 1.63% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ปีนี้ บริษัทมองว่า ยังคงมีการตอบรับที่ดีและมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 10% จากจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดมีการแข่งขันและคึกคักมากขึ้น ส่วนสินเชื่อรถช่วยได้ ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อประมาณหมื่นล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าขยายสินเชื่อใหม่ 5 พันล้านบาท ทำให้สิ้นปีนี้พอร์ตสินเชื่อจะเพิ่มได้อีก 2.5 พันล้านบาท

นายสุรัตน์กล่าวว่า การหันมาเติบโตในตลาดฟอร์แพลน เนื่องจากมองว่าทิศทางของค่ายรถต่าง ๆ จะ มีการเร่งยอดขายมากขึ้นจากปีก่อนที่ตลาดค่อนข้างซบเซา และจะต้องเพิ่มดีลเลอร์มากขึ้น ทำให้สินเชื่อฟอร์แพลนจะมีความต้องการมากขึ้น โดยในปีนี้คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะยังคงมียอดขายต่ำกว่า 1 ล้านคันต่อไปอีก 1 ปี หรืออยู่ที่ 9-9.5 แสนคัน ขยายตัว 4-9% เทียบกับสิ้นปีก่อนที่มี 881,000 คันลดลง34% จากปี 2556 เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงอยู่ ซึ่งอาจทำให้มีการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ยากขึ้น

อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวและยางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในบางภูมิภาคอาจต้องเผชิญกับภาวะตลาดที่ซบเซาอยู่ รวมถึงจำนวนรถมือสองใหม่ๆ ที่หลุดไฟแนนซ์เข้ามาแข่งขันในตลาดจำนวนมาก จะเป็นแรงกดดันสำคัญในปีนี้เช่นกัน

เขากล่าวว่าอดขายรถที่เพิ่มขึ้นได้จากปัจจัยบวก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ จากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบ AEC ที่จะทำให้ทิศทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน รวมถึงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศมีการปรับตัวลดลง รวมทั้งยังมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินให้กับผู้บริโภคบางกลุ่ม

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทจะเน้นช่องทางสาขาธนาคารเป็นหลัก ขยายฐานลูกค้าธนาคาร โดยเฉพาะลูกค้าบัญชีเงินเดือนหรือเพย์โรล เพราะมีหนี้เสียต่ำ และช่องทางของแบงก์เพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ซีแอลเอ็มวี เนื่องจากธนาคารกสิกรไทยได้เข้าไปเปิดสาขาในสปป.ลาว แล้ว ความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อแบบฟรีทจะมีมากขึ้นตามการคมนาคมขนส่งที่เพิ่มขึ้น

"ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ อาจจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 และฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ ปัจจัยที่หนุนตลาดเช่าซื้อปีนี้ คือการลงทุนภาครัฐและการปรับเงินเดือนข้าราชการมีผลต่อตลาดรถยนต์ไปด้วย แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่หนี้ครัวเรือนเพราะทำให้กำลังซื้อหายไป โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยจะกระทบสินเชื่อใหม่ ลูกค้าขาดความสามารถซื้อรถ ซึ่งบริษัทคาดว่าหนี้ครัวเรือนน่าจะยังอยู่ระดับสูงต่อไป 1-2 ปี ดังนั้นเราจะยังคงนโยบายระมัดระวังต่อไป รวมถึงพ.ร.บ.ค้ำประกันที่ส่งผลต่อต้นทุนแบงก์เพิ่มขึ้น"

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2557 สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 61,027 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 18.36% แบ่งเป็นสินเชื่อใหม่เช่าซื้อและลิสซิ่ง 33,606 ล้านบาท ลดลง 14.40% และสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 27,421 ล้านบาท ลดลง 22.73% สำหรับยอดสินเชื่อคงค้าง มียอดรวม 89,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.63% และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 1.16% ส่งผลให้บริษัทมีกำไร 499 ล้านบาท