'ธปท.-ตลาดหุ้น'ยันซื้อ'กรุงศรี'แค่ข่าวลือ

'ธปท.-ตลาดหุ้น'ยันซื้อ'กรุงศรี'แค่ข่าวลือ

"ธปท."ระบุ ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ซื้อหุ้นกรุงศรีเพิ่มแค่ข่าวลือ ตลท.ชี้BAYไม่เข้าข่ายคุมหุ้นร้อน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า กระแสข่าวเกี่ยวกับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (MUFG) จะซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยาเพิ่มเติม และอาจขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์นั้น "เป็นเพียงข่าวลือ" โดยธปท.ได้สอบถามเรื่องดังกล่าวกับทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาแล้ว

"เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ทางแบงก์กรุงศรีอยุธยา ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วตามนั้น เหมือนที่เราสอบถามเขาไป ทุกอย่างยังเหมือนเดิม" นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าว

ราคาหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับขึ้นแรงในปลายสัปดาห์ก่อน และแกว่งตัวผันผวนอย่างมากในต้นสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการของ ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ในหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ไม่ได้รับแจ้งจากผู้ถือหุ้นหลักรายใดรายหนึ่ง เกี่ยวกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นดังกล่าว

ข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา สัดส่วน 72.01%

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ธนาคารอาจมีจำนวนการถือหุ้นของนักลงทุนรายบุคคลต่ำกว่า 15% ข้อมูลอย่างเป็นทางการนั้นยังไม่พบว่าการถือของนักลงทุนรายบุคคลต่ำกว่า 15% ยังเป็นไปตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ ส่วนกรณีมีข่าวว่าการถือหุ้นนักลงทุนรายบุคคลต่ำกว่า 3% เป็นการอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้หากบริษัทใดมีสภาพคล่องต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ตลาดหลักทรัพย์จะมีมาตรการดูแลในเรื่องนี้ อย่างในกรณีของ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ที่เคยมีปัญหาดังกล่าว ทางตลาดหลักทรัพย์ก็จะเข้าไปดูแลและช่วยในการแก้ไขปัญหา

สำหรับข้อสังเกตที่ว่า เหตุใดราคาหุ้นของธนาคารเคลื่อนไหวรุนแรง แต่ไม่ได้ถูกให้เข้าข่ายมาตรการคุมหุ้นร้อนแรงนั้น ขอชี้แจงว่า ตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ในการดูแลหุ้นที่มีความผิดปกติ หากไม่เข้าตามเงื่อนไขที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ทั้งหมดก็จะไม่เข้าข่ายที่ต้องใช้มาตรการควบคุมหุ้นที่มีความร้อนแรง ทั้งนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้มีการสอบถามไปยังธนาคารถึงสาเหตุที่ทำให้หุ้นเคลื่อนไหวผิดปกติ และธนาคารได้ชี้แจงมายังตลาดหลักทรัพย์และเผยแพร่ให้กับนักลงทุนรับทราบแล้ว

บล.บัวหลวง ประเมินว่า บริษัทแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นธนาคารดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาธนาคารได้รับผลกระทบจากหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 1.2 พันล้านหุ้นเพื่อแลกกับการรวมธุรกิจกับพันธมิตรญี่ปุ่น ที่มีสาขาในไทย ทำให้เกิดการไดลูชั่น เอฟเฟ็คกับกำไรต่อหุ้นของธนาคาร 15%

นอกจากนี้ยังคาดว่า จะมีรายจ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นจากการเข้าควบรวมกิจการ อาทิ การตัดจำหน่ายค่าความนิยมในกิจการ รวมถึงมูลค่าซื้อขายของหุ้นยังมีราคาที่แพงมาก เมื่อเทียบกับราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชี ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 2.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.4 เท่า และมีระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้นสูงถึง 25 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารที่ 10.6 เท่า

ส่วนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยาวานนี้ (27 ม.ค.) ปิดการซื้อขายที่ 72.25 บาท ลดลง 5.75 บาท หรือลดลง 7.37% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 1,207.08 ล้านบาท

ด้านนางเกศรา กล่าวต่อว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการทบทวนการคำนวณดัชนีหุ้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาพของความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งการจัดทำดัชนีดังกล่าวจะเกิดขึ้นพร้อมกับการแบ่งกลุ่มหลักทรัพย์ใหม่อีก 2 กลุ่มเพื่อตอบสนองความต้องการนักลงทุนสถาบัน

"การคำนวณดัชนีใหม่ ไม่ใช่เพราะเกิดเหตุการณ์ที่ราคาหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เคลื่อนไหวรุนแรงจนกระทบกับดัชนีหุ้น เป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องทำอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้เราต้องทบทวนเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้"

นอกจากการทบทวนการจัดทำดัชนีตลาดหลักทรัพย์ใหม่แล้วนั้น ตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ระหว่างการจัดทำดัชนีใหม่อีก 2 กลุ่ม คือกลุ่มบริษัทที่มีความยั่งยืน และกลุ่มบริษัทที่มีรายได้จากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส โดยความคืบหน้า ทีมงานการคำนวณดัชนีอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นนักลงทุนสถาบัน เพื่อรับฟังถึงความเหมาะสมในการจัดทำดัชนี และรับฟังเสียงของผู้ที่ใช้งาน โดยคาดว่าจะสามารถจัดทำดัชนีใหม่ได้แล้วเสร็จภายในปีนี้