สั่งจับตาทุนไหลเข้า-เก็งกำไรบาท

สั่งจับตาทุนไหลเข้า-เก็งกำไรบาท

"ประยุทธ์" สั่งหน่วยงานเศรษฐกิจจับตาค่าเงินบาทผันผวน หลังยุโรปอัดฉีดคิวอี ผวาเก็งกำไรกระทบเศรษฐกิจภาพรวม

ด้าน"ปรีดิยาธร"ชี้แบงก์ชาติรับมือได้ พาณิชย์ห่วงค่าเงินผันผวน แนะผู้ประกอบการประกันความเสี่ยง ขณะตลาดจับตาผลการประชุมเฟด-กนง.วันนี้

นายกรัฐมนตรีสั่งหน่วยงานเศรษฐกิจติดตามสถานการณ์การเงินโลกอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนของไทย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่ผันผวนมากนัก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องตั้งแต่อีซีดี ดำเนินมาตรการคิวอี จากการคาดการณ์ว่าจะมีเงินไหลเข้าเอเชียมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตามองการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 27-28 ม.ค.นี้ ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมในวันนี้ (28 ม.ค.)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวได้เรียกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และกระทรวงการคลัง มาหารือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านโดยสอบถามว่าจะมีผลกระทบทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นหรือไม่ ซึ่งได้รับคำยืนยันจาก ธปท.ว่ายังไม่มีผลกระทบต่อไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินบาท

"เงินที่เข้ามาเป็นเงินของกองทุนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งยังไม่มีผลกระทบ แต่ในระยะยาวอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว และให้มั่นใจว่า ธปท.ยังสามารถดูแลได้"

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในระหว่างการประชุมครม.นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ทำให้เม็ดเงินจากต่างประเทศมีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับตาดูทิศทางเงินทุนไหลเข้าและการเก็งกำไรค่าเงินเพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม

"ปรีดิยาธร"ชี้ธปท.ดูแลได้ดี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยซึ่ง ธปท.ได้ดูแลเรื่องเงินทุนไหลเข้าได้ดีมากเห็นได้จากค่าเงินบาทที่ไม่ได้ผันผวน แม้ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปสูงถึง 1,600 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ธปท.ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีแล้วจึงไม่ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆเพิ่มเติมอีก

“สัปดาห์ก่อนเงินไหลเข้ามา ซึ่งต้องไปดูว่าเงินเข้ามาเท่าไรแล้ว ค่าเงิน อยู่กับที่ได้ ถามแบงก์ชาติสิผมสั่ง นายกฯไม่ได้สั่ง ถามแบงก์ชาติ เงินทั้งอาทิตย์ ตลาดหุ้นขึ้นมาเกือบถึง 1600 จุด เพราะเงินไหลเข้าเยอะ แล้วทำไมค่าเงินบาทไม่แข็ง ไม่ต้องเพิ่มอะไรเข้าไปหรอก แบงก์ชาติทำได้เนี้ยบมาก”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

พอใจตัวเลขส่งออกปี 2557

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยังกล่าวถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยตลอดทั้งปี2557 นั้นพบว่า ตัวเลขส่งออกยังติดลบ 0.41 % ว่าการคำนวณตัวเลขส่งออกต้องนำสินค้า น้ำมัน ยางพารา ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณออก เพราะเวลาราคาน้ำมันลง ในการคิดมูลค่าจะดึงราคายางและดึงราคาทองคำ โลหะลง นอกจากนี้ไทยได้ส่งออกน้ำมันส่ง โดยนำเข้าน้ำมันดิบ และกลั่นน้ำมันทั้งเบนซิน และดีเซล โดยในประเทศเราใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก ขณะที่ราคาส่งออกน้ำมันเบนซินนั้นลง ทำให้มีผลต่อการส่งออกน้ำมันเบนซิน

ดังนั้นหากไม่นับ น้ำมัน ยางพารา ทองคำ ที่มีปริมาณการส่งออกเท่าเดิม แต่ราคาการส่งออกลดลงนั้น เชื่อว่า ตัวเลขการส่งออกทั้งทั้งปีที่จะอยู่ 1.5% คือเป็นบวก ส่วนในปี2558 เชื่อว่า การคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกไทย 4% ยังมีความเป็นไปได้เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันไม่น่าลดลงมากกว่านี้แล้ว

“ตัวเลขการส่งออกถือว่าพอใจ เพราะว่าเศรษฐกิจทั้งโลกยังไม่ฟื้น เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกาก็เพิ่งฟื้น แต่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ญี่ปุ่นฟื้นและหยุดชะงักไป ส่วนจีนที่เคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 8 % ก็ลดลงเหลือ 6% นอกจากนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราก็โดนผลกระทบเหมือนกันหมด ดังนั้นการที่การส่งออกไทยยังยืนอยู่ได้ก็แสดงว่า กระทรวงพาณิชย์เก่งมากแล้ว” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

พาณิชย์ชี้คิวอียุโรปดันบาทแข็ง

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(สค.) กล่าวว่า กรณีธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) อัดฉีดเงิน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มสภาพคล่องผ่านการซื้อสินทรัพย์เข้ามาในงบดุลของอีซีบี แต่คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25 % เท่ากับธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ( QE ) นี้ แสดงให้เห็นว่า ยูโรโซนกำลังเผชิญสภาวะเงินฝืด ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบลดลง และเป็นไปในแนวทางเดียวกับสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น ได้เคยทำไปก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย และไทย อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวนในทิศทางแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบการส่งออกสินค้าของไทยที่ได้ตกลงราคาไว้แล้วเพียงระยะสั้น

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นของโลก ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่สงครามการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้ จนถึง ก.ย.2559 เป็นอย่างน้อย รวมใช้เงิน 1.1 ล้านล้านยูโรหรือ ราว 41.8 ล้านล้านบาท ในการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจยูโรโซนและผลักดันเงินเฟ้อแต่ระยะเวลาสิ้นสุด ยังถูกเปิดไว้ เชื่อว่าคงคล้ายกับสหรัฐที่รอดูจนกว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะเข้าที่” นางนันทวัลย์ กล่าว

แนะประกันความเสี่ยงค่าเงิน

นางนันทวัลย์ กล่าวว่ารัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเตรียมมาตรการรับมือกรณีคิวอีของอีซีบี ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เป็นระยะๆ

ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรทำประกันความความเสี่ยงจากตลาดการเงินที่มีความผันผวนไปทั่วโลกในปีนี้ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ค่าเงินยูโรอ่อน นับเป็นโอกาสเหมาะในการนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรโดยเฉพาะจากเยอรมัน เพื่อก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้มีต้นทุนถูกลง สำหรับมาตรการด้านการคลังนั้น ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ทำพอสมควร โดยเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เช่น การลดภาษีให้กับเอสเอ็มอี การลดภาษีวัตถุดิบ เครื่องจักร นาโนไฟแนนซ์ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 ที่ผ่านมา

จับตาประชุมกนง.วันนี้

นักค้าเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวานนี้ (27 ม.ค.) ปิดตลาดที่ 32.53-32.55 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากช่วงเช้า โดยระหว่างวันค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยปรับตัวแข็งค่าสุดที่ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าสุดที่ 32.61 บาทต่อดอลลาร์

ขณะนี้นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ในวันนี้ (28 ม.ค.) ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในวันนี้คงยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องจับตาดูการแถลงกนง. แต่มองแนวต้านไว้ที่ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

เกาะติดนโยบายแต่ละประเทศ

นายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่คงไม่แรงมากนัก โดยตลาดยังมองว่าเฟดจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนยังต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ

รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดด้วย ซึ่งธนาคารมองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยปัจจัยที่สำคัญคือแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยมองว่ามีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนไปถึง 33.5 บาทต่อดอลลาร์