เพิ่มอำนาจให้คตง.ฟ้องคดีตรงต่อศาลแผนกวินัยการเงินฯ

เพิ่มอำนาจให้คตง.ฟ้องคดีตรงต่อศาลแผนกวินัยการเงินฯ

กมธ.ยกร่างรธน.ผ่านร่างรธน.มาตราว่าด้วยคตง.แล้ว เพิ่มอำนาจให้คตง.ฟ้องคดีตรงต่อศาลแผนกวินัยการเงินฯ

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ได้เข้าสู่การพิจารณาตอนที่ 2 ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน โดยที่ประชุมได้พิจารณาและลงความเห็นว่าให้ยึดหลักการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้การตรวจเงินแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและเป็นกลาง เนื่องจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมองว่าการใช้อำนาจในการตรวจเงินแผ่นดินจำเป็นต้องมีการถ่วงดุลกันระหว่างคณะกรรมการ และผู้ว่าการฯ โดยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 252 ได้ตัดส่วนของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินออกไป ทำให้เป็นปัญหาคือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ใช้อำนาจของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการตรวจสอบ ขณะในประเด็นจำนวนให้คงตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ คือ มีประธานกรรมการ 1 คนและกรรมการ จำนวน 6 คน ส่วนการสรรหาให้นำขั้นตอนการสรรหาและวาระการดำรงตำแหน่งให้นำบทบัญญัติส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาใช้โดยอนุโลม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในประเด็นที่พิจารณาเพิ่มเติมคือ ให้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเป็นตำแหน่งที่สามารถถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ และเพิ่มอำนาจคือให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีอำนาจฟ้องตรงไปยังศาลปกครองแผนกวินัยการคลังและการงบประมาณ พร้อมมีข้อเสนอที่ให้เขียนไว้ในหมวดรัฐสภา ที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อมีหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาการทำหน้าที่ของ คตง. ด้วย ด้วยเหตุผลคือให้เกิดการยึดโยงกับประชาชนผ่านสมาชิกสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มาตราที่ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั้น เดิมอนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติฯ ได้เสนอมา 3 มาตรา แต่หลังจากการพิจารณาได้ยุบบทบัญญัติให้เหลือเพียงมาตราเดียว โดยให้นำอำนาจหน้าที่และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน