ศาลไม่รับฟ้องอดีต5รมต.เพื่อไทยฟ้อง5ปปช.

ศาลไม่รับฟ้องอดีต5รมต.เพื่อไทยฟ้อง5ปปช.

ศาลไม่รับฟ้องอดีต 5 รมต.เพื่อไทยฟ้อง"5 ป.ป.ช."ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ขาดคุณสมบัติทำมติกล่าวหาโครงการจัดสรรน้ำ

ศาลอ่านคำสั่ง คดีหมายเลขดำ อ.179/2558 ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย รับมอบอำนาจจากนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ , นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีต รมว.วิทยาศาสตร์ฯ , พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม , พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต อดีต รมช.คมนาคม และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยี ฯ สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายภักดี โพธิศิริ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. , นายประสาท พงษ์ศิวาภัย , นายวิชา มหาคุณ และ นายวิชัย วิวิตเสวี ซึ่งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และมาตรา 157

โดยโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2558 ที่ผ่านมา บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เนื่องจากโจทก์ทั้ง 5 คนถูกคณะกรรมการป.ป.ช. ที่มีจำเลยทั้งห้าด้วย มีมติตั้งข้อกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบเกี่ยวกับการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และโครงการจัดสรรน้ำ 2 ล้านล้านบาท ในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กฎหมาย ให้กระทรวงการคลังกู้เงินการพัฒนาประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ผิดกฎหมาย และแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์มาพบความจริงว่า นายภักดี กรรมการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 2 ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการในบริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2549 ซึ่งนายภักดี จำเลยที่ 2 จะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว ภายในวันที่ 6 ต.ค.2549 แต่โจทก์มาพบความจริงเป็นเอกสารที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า นายภักดี จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าวด้วยการยื่นใบลาออก เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2549 โจทก์จึงยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช.ให้ทำการตรวจสอบคุณสมบัติของนายภักดีดังกล่าว แต่ทางสำนักงาน ป.ป.ช.อ้างและแถลงต่อสื่อมวลชนว่า ไม่มีอำนาจพิจารณาคุณสมบัติของกรรมการด้วยกันเองและอ้างว่าวุฒิสภาเคยพิจารณาและมีมติเรื่องการขาดคุณสมบัติของนายภักดี ไปแล้ว ทั้งที่วุฒิสภาไม่เคยพิจารณาข้อเท็จจริงในกรณีบริษัท องค์การเภสัชกรรม -เ มอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัดมาก่อนแต่อย่างใด

การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ยอมพิจารณาคุณสมบัติของนายภักดี จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ต้องตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาจากการกระทำของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีนายภักดี เข้าร่วมดำเนินการประชุมและมีมติหลายครั้ง และโจทก์จะถูกฟ้องเป็นความอาญา การกระทำหรือการมีมติใดๆ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้โจทก์เสียหาย เสียชื่อเสียง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาแก้ต่างคดี และพิพากษาลงโทษตามความผิดด้วย

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์คำฟ้องโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้า ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ลงวันที่ 22 ก.ย.2549 โดยไม่ปรากฏจากคำฟ้องว่าได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการขาดคุณสมบัติ และเพิกถอนการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ของนายภักดี โดยองค์กรที่มีอำนาจ ดังนั้นนายภักดี จึงยังคงมีสถานะเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศดังกล่าว และสามารถเข้าร่วมประชุม ปฏิบัติหน้าที่กรรมการ ป.ป.ช.ได้

ส่วนที่โจทก์ ยื่นฟ้องนายปานเทพ และกรรมการ ป.ป.ช. อีก 3 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รู้เห็นยินยอม และเป็นใจให้นายภักดี แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ช.นั้น ศาลเห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ กล่าวหาว่า พวกจำเลย กระทำผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้นฟ้องโจทก์ จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 และพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) และมาตรา 36 ที่ให้ยื่นคำร้องขอ ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีมูล และศาลอาญาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่โจทก์ทั้งห้า ยื่นฟ้องนายปานเทพ กับพวก จึงให้ยกคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้า