ครม.ไฟเขียว2ร่างพ.ร.บกระทรวงยุติธรรม

ครม.ไฟเขียว2ร่างพ.ร.บกระทรวงยุติธรรม

ครม.ไฟเขียว2ร่างพ.ร.บก.ยุติธรรมพรบ.กักขังตามประมวลกฎหมายอาญาและพรบ.ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมนุม

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม(ยธ.) โดยสาระสำคัญคือการแก้ไขจาก พ.ร.บ.การกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2506 ซึ่งจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทั้งผู้คุมและผู้ต้องขัง ยกตัวอย่างเช่น กำหนดให้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจควบคุมนั้นสามารถใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังได้ ในกรณีที่เห็นว่าจะทำอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น หรือเป็นผู้วิกลจริต หรือพยายามหลบหนี นอกจากนั้นแล้วยังรับรองสิทธิผู้ต้องขังด้วยว่าสามารถยื่นร้องทุกข์และถวายฎีกาอย่างไร และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสาร สกัดกั้นการสื่อสารเพื่อเกิดความปลอดภัยในการควบคุม และกำหนดข้อปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่เป็นหญิงมีครรภ์ให้มีศักดิ์และสิทธิเท่าหญิงมีครรภ์ทั่วไป รวมทั้งมีการเพิ่มโทษผู้ต้องขังที่มีการปล่อยตัวชั่วคราวและไม่กลับมารายงานตัว จากเดิมจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ทำผิดต่อกฎของสถานกักขัง ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เพิ่มโทษจากเดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท เป็น จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมครมยัง.มีมติเห็นชอบจากที่กระทรวงยุติธรรมได้เสนอร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน โดยสาระสำคัญคือการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการระงับข้อพิพาทในทางแพ่ง หรือถ้าเป็นทางอาญาก็จะต้องเป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดสถานเบา โดยในปัจจุบันการไกล่เกลี่ยมีอยู่แล้วใน 2 ส่วน คือ 1.ดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2514 และมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 การไกล่เกลี่ยตรงนี้ ผู้ที่มีส่วนสำคัญคือเจ้าพนักงานของกระทรวงมหาดไทย เช่น นายอำเภอ แต่ไม่สามารถจะดำเนินการได้ในทุกท้องที่ เช่น กรุงเทพมหานคร พัทยา เทศบาลต่างๆ ขณะเดียวกัน การไกล่เกลี่ยส่วนที่ 2.คือกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงที่ว่าด้วยเครือข่ายอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ศ. 2548 โดยคัดเลือกจากคนที่เป็นได้รับการยอมรับในสังคมนั้นๆ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ทั้งนี้การไกล่เกลี่ยมีข้อดีคือ ลดปัญหาข้อขัดแย้งในสังคม และคู่กรณียังสามารถอาศัยในสังคมได้ ลดปริมาณคดีที่จะเข้าสู่ศาล และลดงบประมาณ เนื่องจากหากมีคดีเข้าสู่ศาล จากการประเมินแล้วจะใช้งบประมาณต่อคดีประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งข้อเสนอร่างพ.ร.บ.ของกระทรวงยุติธรรมคือในส่วนที่ 2 ที่อยากให้ระเบียบกระทรวงยุติธรรมนั้นมีศักดิ์ที่สูงขึ้นเป็นกฎหมาย