นักท่องเที่ยวเฮ!เสนอ'ภูพระบาท'มรดกโลก

นักท่องเที่ยวเฮ!เสนอ'ภูพระบาท'มรดกโลก

นักท่องเที่ยวดีใจรัฐบาลเสนอ"อุทยานแห่งชาติภูพระบาท"จ.อุดรธานี เป็นมรดกโลก

หลังจากที่กระทรวงวัฒนธรรม จะเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม อุทยานแห่งชาติภูพระบาท หรือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท บ้านติ้ว ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นำเสนอสู่การพิจาณาเป็นมรดกโลกในปี 2559 ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มีการจัดทำเอกสารรายงานฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อส่งให้คณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก แล้ว โดยการเสนอจะต้องก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อให้ทันการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก พิจาณารอบแรกในเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งระหว่างที่มีการนำเสนอเอกสาร ทางยูเนสโก จะจัดส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ภูพระบาท เพื่อพิจารณาในภาพรวม และนำไปประกอบการพิจาณาของคณะกรรมการมรดกโลก ก่อนที่จะมีการประกาศแหล่งมรดกโลกในเดือนมิถุนายน 2559

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ถึงบรรยากาศของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติภูพระบาท โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างไม่ค่อยคึกคักมากนั้น เนื่องจากเป็นวันธรรมดา ไม่ได้เป็นวันหยุดราชการ โดยมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางแวะมาเยี่ยมชม รวมถึงเข้ากราบนมัสการ รอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก ที่เป็นพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติภูพระบาท และเป็นส่วนที่จะเสนอเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย

ส่วนการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูพระบาท ทางกรมศิลปากร จะเก็บค่าเข้าชมฯ โดยคิดบุคคลธรรมดาคนไทย 20 บาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ 100 บาท ส่วนนักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าทำกิจกรรมไม่คิดค่าเข้า ซึ่งจากจุดเก็บค่าเข้าชม ต้องขับรถขึ้นภูเขาลัดเลาะทางโค้งอีกประมาณ 1.5 กม. จึงถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว ทางเข้าชมอุทยานแห่งชาติภูพระบาท ซึ่งจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอเอกสารข้อมูลการท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ รวมถึงหากมีคนชราหรือเด็ก สามารถติดต่อเช่ารถกอล์ฟไฟฟ้า ที่นั่งได้คันละไม่เกิน 5 คน เข้าไปชมในราคา 100 บาทเท่านั้น ซึ่งผู้ขับรถกอล์ฟ จะเป็นไกด์ให้กับนักท่องเที่ยวไปในตัว เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของอุทยานแห่งชาติภูพระบาทแห่งนี้

สำหรับจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาชม คือ “หอนางอุสา” ต้นตำนานพื้นบ้าน เรื่อง อุสา-บารส ที่ถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีลักษณะเป็นโขดหินคล้ายรูปเห็ดอยู่บนลาน ที่เกิดจากการกระทำตามธรรมชาติ ต่อมาคนได้ดัดแปลงโดยการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ที่เพิงหินด้านบน มีใบเสมาหินขนาดกลางและขนาดใหญ่ปักล้อมรอบโขดหิน แสดงว่า บริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลแล้ว นอกจากนี้ยังมีจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น หีบศพนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา วัดพ่อตา วัดลูกเขย หลุมฝังนางอุสา หลุมฝังท้าวบารส คอกม้าท้าวบารส แหล่งเขียนภาพสีโนนสาวเอ้ ถ้ำวัว ถ้ำคน

ซึ่งตำนานนิทานพื้นบ้าน อุสา-บารส มีเรื่องย่อว่า มีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งตั้งอยู่บริเวณภูพระบาทชื่อ เมืองพาน มีท้าวกงพานเป็นเจ้าเมือง พระองค์ได้ไปขอนางอุสา ที่เป็นผู้เกิดมาจากดอกบัวบนเทือกเขา และพระฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์ของท้าวกงพานได้นำมาเลี้ยงไว้ มาเป็นราชธิดา นางอุสาเป็นผู้มีความงามเป็นเลิศ และมีกลิ่นกายหอมกรุ่น เมื่อเติบใหญ่ได้มีเจ้าชายหลายเมืองมาสู่ขอ แต่ท้าวกงพานไม่ยินยอมยกให้ผู้ใด และด้วยความหวงแหนจึงได้สร้างตำหนักเป็นหอสูงไว้บนภูเขา เพื่อให้นางอุสาอยู่อาศัยขณะเรียนวิชากับฤาษีจันทาผู้เป็นอาจารย์

วันหนึ่งนางอุสาไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ตำหนัก นางได้เก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์และลอยน้ำไปพร้อมเสี่ยงทายหาคู่ พวงมาลัยได้ลอยไปจนถึงเมืองปะโคเวียงงัวที่มีท้าวบารสเป็นโอรสของเจ้าเมือง ท้าวบารสเก็บพวงมาลัยได้จึงออกตามหาเจ้าของจนถึงเขตเมืองพาน จนท้าวบารสและบริวารได้ขี่ม้าจนถึงหินก้อนหนึ่ง ม้าก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระองค์จึงหยุดพักม้าไว้ ส่วนบริวารก็แยกไปผูกม้าที่หินอีกก้อนหนึ่ง ท้าวบารสได้เดินเที่ยวป่าพบนางอุสาที่กำลังอาบน้ำอยู่ และรู้ว่าเป็นเจ้าของพวงมาลัยทั้งคู่เกิดความรักและลักลอบได้เสียกัน โดยที่ท้าวกงพานไม่รู้ ต่อมาท้าวกงพานทราบเรื่อง ก็ทรงพิโรธจะประหารท้าวบารส แต่เสนาอำมาตย์ห้ามไว้เพราะเกรงฤทธิ์เดชพระราชบิดาของท้าวบารส ท้าวกงพานจึงคิดอุบายให้แข่งขันสร้างวัดในหนึ่งวันให้แล้วเสร็จ

โดยเริ่มนับตั้งแต่เช้าจนดาวประกายพรึก (ดาวเพ็ก) ขึ้น ผู้ใดสร้างไม่เสร็จต้องถูกตัดเศียร ท้าวกงพานได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากมาสร้างวัดที่เมืองกงพาน ส่วนท้าวบารสมีบริวารเพียงเล็กน้อยที่มาด้วยจึงสร้างได้ช้ากว่า พี่เลี้ยงนางอุสาจึงคิดหาวิธีช่วยโดยให้ท้าวบารสนำโคมไฟไปแขวนบนยอดไม้ใหญ่ในเวลาดึก ฝ่ายพวกเมืองพานมองเห็นคิดว่าดาวขึ้นแล้วจึงหยุดสร้างวัด ส่วนท้าวบารสก็ได้เร่งสร้างวัดของตนเองจนแล้วเสร็จ เมื่อเป็นดังนี้ท้าวกงพานจึงเป็นฝ่ายแพ้ และถูกตัดเศียรสิ้นชีพไป

ต่อมาท้าวบารสได้พานางอุสากลับเมืองปะโค แต่เนื่องจากท้าวบารสมีชายาอยู่แล้วจึงถูกชายาเหล่านั้นกลั่นแกล้ง โดยไปสมคบกับโหราจารย์ให้ทำทายว่าท้าวบารสมีเคราะห์ต้องออกเดินป่าผู้เดียวเป็นเวลาหนึ่งปี จึงจะพ้นเคราะห์ ท้าวบารสก็ออกเดินป่า ทิ้งนางอุสาไว้ที่เมืองปะโค นางอุสาถูกทำร้ายและกลั่นแกล้งจึงหนีกลับไปเมืองพานและล้มเจ็บด้วยความตรอมใจ เมื่อท้าวบารสกลับถึงเมืองและทราบข่าวก็รีบออกเดินทางไปยังเมืองพาน แต่พบว่านางอุสาสิ้นใจแล้ว จึงฝังศพนางไว้ที่หินก้อนหนึ่ง ส่วนพระองค์ก็ตรอมใจตายตามกันไป เหล่าบริวารจึงฝังศพท้าวบารสเอาไว้เคียงข้างกับศพนางอุสา นี่คือตำนานพื้นบ้านอุสา-บารส

อุทยานแห่งชาติ หรือ อุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่า “ป่าเขือน้ำ” อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กม. ซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทแห่งนี้ ปรากฏร่องรอยของกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 2,000 - 3,000 ปีมาแล้ว มีการพบภาพเขียนสีมากกว่า 30 แห่ง ยังพบการดัดแปลงโขดหินและเพิงผาธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนใน วัฒนธรรมทวารวดี ลพบุรี สืบต่อกันมาจนถึงวัฒนธรรมล้านช้าง ตามลำดับ

ซึ่งร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของ มนุษย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ทางกรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ ป่าสงวนจำนวน 3,430 ไร่ จากกรมป่าไม้ โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขตโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ตอนที่ 63 เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2524 จากนั้นจึงได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด

นายเชาวลิต เพชรมีค่า อายุ 25 ปี นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติภูพระบาท ที่เดินทางมาพร้อมครอบครัวจาก จ.สตูล บอกว่า พวกเรามาเที่ยวที่อุดรธานี ตั้งใจจะมาทำบุญที่วัดพระพุทธบาทบัวบก และมาเที่ยวชมภูพระบาท ตอนนี้ไม่ทราบเรื่องที่รัฐบาลไทยจะเสนอให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทแห่งนี้ ขึ้นเป็นมรดกโลก ซึ่งหากได้เป็นมรดกโลกจริงก็เป็นเรื่องดี เพราะที่นี่มีความสวยงามทางธรรมชาติที่สร้างขึ้น เป็นแหล่งโบราณคดีที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ซึ่งอยากให้ทางยูเนสโก รับขึ้นเป็นมรดกโลกโดยเร็ว เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย มีสิ่งที่สวยงาม เป็นที่มีสิ่งมหัศจรรย์ที่หินสามารถตั้งอยู่ได้ และอยากห้ทุกคนได้มาเที่ยวที่นี่.....