"GoWentGone" นักเดินทาง ผู้สร้างสุข

"GoWentGone" นักเดินทาง ผู้สร้างสุข

พวกเขาคือ SE รุ่นใหม่ ที่ใช้มิตรภาพ ศิลปะ การให้และการเรียนรู้ สร้างรอยยิ้มและความสุขให้คนบนโลก

ตุ๊กตาเป็ดน้อย สีเหลืองอ๋อย ที่วางอยู่ข้างตัวน้องๆ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในโรงพยาบาลเด็ก เพื่อนใหม่ของหนูน้อยด้อยโอกาส ที่ได้พบเจอระหว่างทาง หรือจะถุงผ้าคนไร้บ้านที่สะพายไว้ข้างตัวพลเมืองข้างถนน คือตัวอย่างผลิตผลบนพันธกิจ ของ GoWentGone (โกเวนท์กอน) กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ของคนชอบเดินทาง ที่ใช้ศิลปะมาสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้คนในสังคม

เราได้รู้จักกับพวกเขา ผ่านเรื่องเล่าอันน่าทึ่ง เมื่อวันหนึ่ง “ต้า-ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต” , “จ๊ะจ๋า-อาภามาศ เบญพาด” , “เอก สุวรรณรัตน์” และ “ซีต้าร์-สันติภาพ เต็งไตรรัตน์” สี่เพื่อนสนิทจากสาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา และเริ่มทำงานประจำได้เพียง 4 เดือน ได้ตัดสินใจชวนกัน “ลาออก” เพื่อแพคกระเป๋าย่ำเท้าเดินทาง ไปค้นหาอะไรบางอย่างให้ชีวิต

“ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่า งานประจำยังไม่ใช่คำตอบของชีวิต พวกเราชอบเที่ยว ชอบทำอะไรด้วยกัน เลยตัดสินใจลาออกมาพร้อมๆ กัน แล้วเดินทางท่องเที่ยวเลาะคมขวานไปเรื่อยๆ สิ่งที่ค้นพบจากการเดินทาง คือ มิตรภาพ มีคุณค่ามาก และสามารถสร้างอะไรได้มากกว่าที่เราเป็นอยู่”

ชีวิตระหว่างเดินทางตลอดสองเดือน สะท้อนภาพจริงบางอย่างให้กับพวกเขา เมื่อวันที่สังคมเมืองขยายตัว ความเจริญรุกหน้า ทว่ากลับมี “คนตกหล่น” ในสังคมเพิ่มขึ้นด้วย คนแก่และเด็กถูกทิ้งให้อยู่บ้าน ขณะที่หนุ่มสาวเข้ามาใช้แรงงานในเมือง กรุงเทพเมืองฟ้าอมร แต่กลับมี “คนไร้บ้าน” แทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่..ภาพเหล่านี้สะกิดใจพวกเขา

หลังกลับจากการเดินทางทั้งสี่ต่างแยกย้ายไปทำงานตามสายที่เรียน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือพวกเขาแบ่งเวลามาทำอะไรด้วยกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งที่จุดประกายขึ้นระหว่างการเดินทาง ต้องหมดความหมายไปเพียงแค่จบทริป

“ช่วงนั้นเป็นวันเด็กพอดี เราเลยคิดกันว่า จะจัดเวิร์คช็อปทำผ้ามัดย้อม เพื่อหารายได้มาซื้อตุ๊กตาเป็ดน้อย ไปให้กับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งที่โรงพยาบาลเด็ก”

จุดเริ่มต้นของงานสร้างรอยยิ้มและความสุข ที่เริ่มจากใช้ศิลปะซึ่งเป็นงานที่พวกเขาถนัด ดึงคนเข้ามาร่วมกิจกรรม แล้วนำรายได้จากการขายอุปกรณ์และค่าเวิร์คช็อป ไปซื้อของเล่นให้กับน้องๆ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ทำไมต้องเริ่มจากเด็กกลุ่มนี้ คนทำให้คำตอบว่า..

“สิ่งที่ตกหล่นของเด็กที่ป่วย ก็คือ หลังเวลางดเยี่ยม ถ้าเกิดน้องๆ ตื่นขึ้นมาตอนดึก เขาจะไม่เจอใครเลย เราเลยคิดว่า ถ้าวางตุ๊กตาเอาไว้ข้างๆ พอเขาตื่นมา แม้พ่อแม่ไม่อยู่แต่ก็ยังมีตุ๊กตาอยู่เป็นเพื่อนเขา”

หลังจากนั้นตุ๊กตาเป็ดน้อย ก็ค่อยๆ ทยอยเดินทางไปอยู่เป็นเพื่อนน้องๆ ที่เจ็บป่วย จนจบงานมีตุ๊กตาเหลืออยู่ 3 ตัว เมื่อเพื่อนหนึ่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็เป็นเวลาที่เพื่อนอีก 3 ชีวิต จะได้สานต่ออุดมการณ์นี้ต่อไป พวกเขาตั้งโจทย์สนุกๆ บนกิจกรรมที่ชื่อว่า “เป็ดเดินทาง” โดยให้แต่ละคนนำตุ๊กตาเป็ดน้อย ติดตัวไปท่องเที่ยวด้วย เพื่อมอบให้เด็กๆ ที่พบเจอระหว่างทาง เป็ดน้อยใจดี เลยได้ไปเป็นเพื่อนใหม่ให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลขึ้น

“ทุกอย่างที่เราทำ ไม่ใช่แค่การให้ และไม่เคยรู้สึกว่า ได้ให้อะไร เพราะทุกครั้งที่ให้ เราได้รับเสมอ” พวกเขาบอกผลพลอยได้ของงานสร้างสุข ที่ดูคนทำจะได้มากกว่าให้

หลังโพรเจคตุ๊กตาเป็ดน้อย โมเดลเดียวกันนี้ยังต่อยอดไปสู่ โครงการ “ถุงผ้าสำหรับคนไร้บ้าน” การทำถุงยังชีพที่บรรจุพวก เสื้อ ผ้าขาวม้า ยาสามัญประจำบ้าน กับของใช้ส่วนตัวที่เหล่าคนไร้บ้านจะสามารถดำรงชีวิตได้ สิ่งสำคัญไปกว่าการให้ ก็คือการ “เปิดประตูใจ” คนชายขอบเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกว่า..อยู่คนเดียวบนโลก

“คนไร้บ้านมีโอกาสเป็นบ้ามากกว่าคนปกติ เพราะด้วยสภาพที่เขาอยู่ ทำให้ไม่มีใครกล้าคุยด้วย และการไม่ได้ระบายออก อยู่แต่ในความคิดของตัวเอง ทำให้จิตฟุ้งไปเรื่อยๆ ซึ่งการมีถุงผ้าคนไร้บ้าน ก็เหมือนประตูที่จะทำให้เราเข้าไปคุยกับเขาได้ ให้เขาเห็นว่า ยังมีคนที่คุยกับเขา และเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก”

จากถุงผ้าบรรจุสุข ที่ไปเคาะประตูหัวใจคนไร้บ้านในประเทศไทย ก็มีโอกาสเดินทางไปทักทายคนไร้บ้านในต่างประเทศด้วย หลัง ต้า-ศักดิ์สิทธิ์ หยิบกระเป๋าผ้า 1 ใบ ติดมือไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วย แล้วเขาก็เจอมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่นั่น จากถุงผ้าหนึ่งใบ กับ หญิงชราไร้บ้านหนึ่งคน

“ตอนผมยื่นถุงผ้าให้ คุณยายดูดีใจมาก ผมแปลไม่ออกหรอก แต่เหมือนท่านพูดขอบคุณ พูดไม่หยุดเลย ของในถุงก็แกะกินเดี๋ยวนั้น ของใช้ก็เอามาใช้ เอาผ้ามาคลุม ตอนนั้นผมคิดเลยว่า เราคงต้องตั้งใจทำเรื่องนี้ให้มากขึ้น และปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เกิดแค่ที่เมืองไทย แต่มีอยู่ทั่วโลก”

จากจุดเล็กๆ แค่ความตั้งใจในกลุ่มเพื่อน ก็ค่อยๆ ทุ่มเทและจริงจังขึ้น เมื่อพวกเขาตัดสินใจเขียนแผนธุรกิจเพื่อสังคม เข้าประกวดใน โครงการ BANPU Champions for Change ปี 3 โดยตั้งชื่อทีมว่า “GoWentGone” ซึ่งบางคนอาจเดาว่า คงสะท้อนถึงคำว่า ไป เคยไป และไปมาแล้ว ก็เหมือนการเดินทางของพวกเขา แต่คำตอบที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คนทำเฉลยว่า มาจาก “สัจธรรม” ของโลก ที่ทุกอย่างล้วน เกิดขึ้น คงอยู่ แล้วก็ดับไป ก็เหมือนกับงานของพวกเขา

“ทุกๆ อย่างที่เราทำ คือ การเกิดขึ้น การมีอยู่ของตัวโพรเจค แล้ววันหนึ่งมันก็คงต้องดับไป..แค่นั้นเอง”

ผลจากความตั้งใจและแจ่มชัดในการเป็นกิจการที่ตอบโจทย์ทั้งสังคมและมีโมเดลอยู่รอดในเชิงธุรกิจ ทำให้พวกเขาสามารถฟันฝ่าคู่แข่งจนเป็น 4 ทีมสุดท้าย ได้เงินทุนมาสานต่อกิจการ รวม 2.5 แสนบาท จากนั้นเองที่เราได้เห็นบทบาทของ GoWentGone ชัดเจนขึ้น และส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้างขึ้น

โดยโมเดลของ GoWentGone มีตั้งแต่ ทำเวิร์คช็อปหารายได้ แล้วเอารายได้นั้นมาสนับสนุนองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ GoWentGone การวางแผนที่จะทำ Art Market พื้นที่ให้คนทำงานภาคต่างๆ ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

โพรเจคที่เรียกได้ว่าเป็น “พระเอก” อยู่ในส่วนงานที่ชื่อ From local to global กับผลงาน “From Surin to You” โดยพวกเขาเข้าไปร่วมกับชุมชน ทมอ จังหวัดสุรินทร์ พัฒนาผ้าทอธรรมชาติ ให้มีโอกาสในตลาด เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนให้คนที่นี่

“เราอาจไม่ได้ไปทำให้ผ้าผืนนั้นแพงขึ้น แต่ทำให้เขาทอผ้าได้เร็วขึ้น ทำลายให้ง่ายขึ้น เข้ากับตลาดมากขึ้น แก้ในเชิงกระบวนการผลิต เปลี่ยนวิธีการ และขั้นตอนในบางกระบวนการที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น ซึ่ง GoWentGone เหมือนเป็นตัวกลางระหว่างตลาดกับตัวชุมชน” พวกเขาบอก

ผลผลิตจากความตั้งใจ คือ ผลิตภัณฑ์สวยหรู ดูดีมีไลฟ์สไตล์ ทั้งหมอน พวงกุญแจ สร้อย ผ้าพันคอ และกำไล ซึ่งร่วมกับชุมชนใกล้เคียงที่เก่งเรื่องเครื่องเงินมาแจมด้วย จนเป็นผลิตภัณฑ์คูลๆ พร้อมจำหน่ายทั้งในเฟซบุ๊ค และร้านขายสินค้าดีไซน์ชั้นนำ อาทิ TCDC เป็นต้น

ขณะที่พวกเขาก็เปลี่ยนจากคนแปลกหน้า มาเป็น “คนในครอบครัว” ของชาวทมอ ไปแล้ว

“สิ่งหนึ่งที่ได้จากทมอ คือ จากเดิมเขาทำงานแบบตัวใครตัวมัน แต่หลังสุดที่ไป เขาเริ่มทำงานด้วยกันมากขึ้น ใครเก่งทอให้ทอ ใครเก่งย้อมให้ย้อม เกิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้นเองภายในชุมชน ที่สำคัญจากของที่กำลังจะถูกทิ้ง วันนี้คนเริ่มหันกลับมาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ย้อมสีธรรมชาติกันมากขึ้น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น” เขาบอก

จากวันแรกที่ออกเดินทาง วันนี้ทุกคนขยับความฝันไปอีกขั้น แต่ต่างก็ยังคงทำงานประจำควบคู่กันไปด้วย บางคนอาจอ้างว่า ทำงานจนไม่มีเวลาทำเพื่อสังคม แต่พวกเขาย้ำว่า ถ้าแบ่งภาคชีวิตให้ดีๆ และรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ทุกคนก็สามารถทำเพื่อสังคมไปพร้อมกับงานประจำได้ เหมือนที่พวกเขาใช้เวลา 5 วัน ไปกับการทำงานหาเงิน และใช้อีก 2 วัน ไปกับการทำงานหาความสุข แล้วชีวิตก็จะมี “ความหมาย” มากกว่าแค่ ..ทำงานไปวันๆ

“งานประจำ ทำหาเงิน แต่ GoWentGone ทำหาแรงบันดาลใจ”

และนั่นก็คือ ‘ความหมาย’ ที่นักเดินทางผู้สร้างสุข ได้ค้นพบแล้ว