จุดไฟเอสเอ็มอี พลิกธุรกิจสู่วิถี "Startup"

จุดไฟเอสเอ็มอี พลิกธุรกิจสู่วิถี "Startup"

Startup ธุรกิจที่โตเร็ว ทำซ้ำได้ มีความหวัง เคลื่อนตัวได้ไว มีโอกาสระดมทุนจากนักลงทุน โอกาสใหม่ของเอสเอ็มอีไท

จำเป็นไหมที่เราจะต้องทำธุรกิจวิถีเก่าๆ

ยึดมั่นกับการเป็น “เจ้าของคนเดียว” ค่อยโต ค่อยก้าว กำไรได้มาก็ค่อยไปต่อยอดธุรกิจ พร้อมก็ขยับ ไม่พร้อมก็เก็บตัว ปล่อยให้ใครต่อใครแซงหน้าไปก่อนก็ได้ ไม่เป็นไร..ก็แล้วแต่เขา

สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ไม่ชอบเวย์นี้ ยังมีอีกทางเลือกที่กำลังมาแรงแซงโค้ง กับโมเดลของ “Startup” ธุรกิจที่เติบโตเร็ว ทำซ้ำได้ เห็นโอกาส มีความหวัง เคลื่อนตัวได้ไว เป็นที่สนใจของนักลงทุน ไม่ต้องรอโตเอง แต่สามารถระดมทุนจากนักลงทุนที่สนใจ มาสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้

ในเวทีสัมมนา "Follow Your Dreams…จุดประกาย Big Idea กับ Startup เงินล้าน” ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีสองต้นแบบ Startup พันธุ์ไทย มาร่วมเปิดโลกเถ้าแก่ยุคใหม่ ให้ได้รู้จักกับวิถีของ Startup

คนแรกคือ “ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์” ผู้ก่อตั้ง OOKBEE ธุรกิจอีบุ๊คที่ใช้เวลาแค่ 4 ปี ขยับธุรกิจมามีมูลค่าถึง 70 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ!

กับ “ไผท ผดุงถิ่น” นายก Thailand Tech Startup Association และผู้ก่อตั้ง Builk.com ที่รวมคน และระบบบริหารธุรกิจก่อสร้าง เป็น Professional Social Network ด้านธุรกิจก่อสร้างของไทย ซึ่งแย้มกับเราว่า หลังปรับโมเดลธุรกิจมาสู่ อีคอมเมิร์สในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พวกเขาจะสร้างรายได้เฉพาะปีนี้ โตจากเดิมอีกเป็นสิบเท่าตัว!

นี่คือความน่าตื่นตาตื่นใจของคนอยู่ในแวดวง Startup ที่พวกเขายอมรับว่ากำลังหอมหวาน “สุดๆ” โดยเฉพาะกลุ่ม Tech Startup ที่ใช้ฐานของเทคโนโลยี ไอทีซอฟต์แวร์ มาผสานไอเดียธุรกิจ ซึ่งนักลงทุนต่างให้ความสนใจ เพราะเป็นการลงทุนที่ต่ำ เกิดจากคนแค่ไม่กี่คน แต่กลับสามารถขยายไปสู่ผู้ใช้หลายร้อยล้านคนได้ในเวลาไม่นาน!

“ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมามองเมืองไทยมากขึ้น ปีที่แล้วเรามีการระดมทุน(Fund Raising) รวมกันถึง 80 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 2 พันล้านบาท”

“ไผท” ฉายภาพสถานการณ์ Startup ประเทศไทย ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน (Venture Capital: VC) ทั้งไทยและเทศ ซึ่งเขาย้ำว่า ยังเป็นช่วง “ขาขึ้น” เพราะทุกวันนี้ ยังอยู่ในสภาวะที่เติบโตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ

ขณะที่ประเทศไทยเรายังเป็นเมืองแห่งผู้ประกอบการ เรามีธุรกิจเกิดขึ้นทุกหัวระแหง เด็กเจนวายไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่ต้องการเป็นเถ้าแก่ คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ติดอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ภาครัฐ ก็กระตุ้นหนักเรื่อง “ดิจิทัลอีโคโนมี” เหล่านี้ก็น่าจะส่งแรงผลักให้ Startup ไทย ได้แจ้งเกิดอีกมากในอนาคต

“มันมีโอกาสอีกเยอะ ที่จะเปลี่ยนเอสเอ็มอี มาเป็น Startup ซึ่งการสเกลธุรกิจแบบนี้จะทำให้เศรษฐกิจบ้านเราโตขึ้นได้อีกหลายเท่า” ณัฐวุฒิ รุ่นพี่ในวงการ Startup สะท้อนความคิด

แล้ว Startup เขาคิดและทำกันแบบไหน แตกต่างจากวิถีของเอสเอ็มอีอย่างไร มาดูตัวอย่างที่ ไผท ยกให้เราฟัง

“Startup เห็นโอกาสแล้วลงมือทำทันที และเป็นธุรกิจที่อยากสเกล เพราะคงไม่ใช่ประเภทอยากเปิดร้านกาแฟแล้วอยู่ที่เดิมตลอดไป แต่ธุรกิจต้องทำซ้ำได้ เติบโตได้ ป้องกันคู่แข่งที่เข้ามาใหม่ และเป็นผู้เล่นลำดับต้นๆ ได้” เขาบอก

ขณะที่ Mindset ของผู้ประกอบการ Startup ก็ต่างจากเอสเอ็มอี ผู้ก่อตั้ง OOKBEE บอกเราว่า ผู้ประกอบการที่อยากเปลี่ยนมาใช้โมเดล Startup ต้องเริ่มจาก “เปลี่ยนความคิด” จากที่เคยยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเป็นเจ้าของกิจการ 100% หรือธุรกิจต้องเป็นของคนในครอบครัวเท่านั้น ก็อาจต้องคิดกันใหม่ เพราะนั่นอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ดูตัวอย่างบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่ผู้ถือหุ้นก็คือคนทั่วไป ขณะที่เจ้าของอาจมีหุ้นแค่ไม่กี่ % เท่านั้น

“แต่ถือหุ้น 1% ของ Google ก็คงใหญ่กว่า 100% ของบริษัทเอสเอ็มอีจริงไหม” เขาสะกิดมุมคิด

ขณะที่ระบบบริการจัดการก็ต้องโปร่งใสและเป็นมืออาชีพขึ้น เพราะคงไม่มีอีกแล้วยุคสองบัญชี เงินเข้ากระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวา จะทำธุรกิจยุคนี้ได้ ก็ต้อง “ถูกต้องและโปร่งใส” นักลงทุนถึงกล้าที่จะเข้ามาลงทุนกับเราได้

เป็น Startup ต้องมีแพสชั่น มีความรักและมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เพราะเราไม่ได้ลงทุนแค่เงิน แต่คือการลงทุนทั้ง “เวลา” และ “ชีวิต”

ใครเป็นประเภทกล้าๆ กลัวๆ มัวแต่รีรอขอให้ทุกอย่าง “เพอร์เฟค” ก่อน แล้วค่อยเริ่ม นั่นไม่ใช่วิถีของ Startup เพราะคอนเซ็ปต์ก็คือ ทำสิ่งที่น้อยที่สุด โพรดักส์ที่เล็กที่สุดที่จะมีคนใช้ได้ โดยไม่ต้องรอให้เพอร์เฟค แต่ให้รีบลอนซ์ออกไปก่อน เน้นเร็ว เพื่อดูว่า ผู้บริโภคใช้งานอย่างไร จนเมื่อพบจุดที่ผู้บริโภคบอกว่า “ใช่” เป็นสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ค่อยมาพัฒนาต่อ ขณะที่สิ่งที่พัฒนาขึ้น ให้คิดจากพื้นฐานเป็นของที่คนต้องการใช้ ชอบถึงขนาดยอมควักเงินจ่าย ก็จะเข้าตานักลงทุน

เอสเอ็มอีบางรายอาจเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ Startup พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ขยันไปนำเสนอแผนงานให้นักลงทุน (Pitching) ทั้งในไทย เวทีภูมิภาคและระดับโลก เพื่อระดมทุน หรือแม้แต่ฟังคำแนะนำมาก่อร่างสร้างธุรกิจ

ไผทบอกเราว่า บางทีการ Pitch งานของเขา ก็แค่สร้างอยากแรงกดดันให้พัฒนาโพรดักส์ออกมาให้สำเร็จเท่านั้น

“การที่ผมออกไป Pitch เพราะว่า ถ้าไม่สร้างเดทไลน์ให้ตัวเอง มันคุมชีวิตไม่อยู่ และโพรดักส์ก็ไม่ออกมาเสียที”

ขณะที่ ณัฐวุฒิ บอกเราว่า Startup ต้องเป็นคนที่ “Proactive” ทำงานเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างเดินมาหาเรา แต่ต้องออกไปหาโอกาสด้วยตัวเอง

“สิ่งสำคัญคือ เวลา เพราะเวลามีจำกัด อย่างเงิน มีไม่จำกัด เราสามารถหาเข้ามาได้เสมอ แต่เวลาผ่านไปทุกวัน สามปีที่แล้วบริษัทอย่างไลน์ยังไม่มีด้วยซ้ำ สามปีต่อมาคิดเป็นวันทำงานแค่ 1 พันวันเท่านั้นเอง ถ้าเราคุยกับเพื่อนไป เดี๋ยวคิดแผนธุรกิจก่อน นั่งกินกาแฟกันแล้วมาปรับกันใหม่ โน่นนี่ ผ่านไปสามเดือน 100 วัน ซึ่งก็คือ 10% ของ 1 พันวัน ที่ไลน์เกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้น “ความเร็ว” กับ “เวลา” สำคัญมาก” เขาสะท้อนความคิด

และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาย้ำว่า Startup ต้องกล้ากระโดดออกจาก Comfort zone ของตนเอง โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลหรือใครมาสนับสนุน แต่ให้ก้าวออกมา แล้วไปหาเวทีนำเสนอแผนธุรกิจต่อนักลงทุน ซึ่งสิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ เงิน ทว่ายังหมายถึงการได้ที่ปรึกษา คอนเนคชั่น หรือแม้แต่เรียนรู้จากคนมีประสบการณ์ มาทำให้ธุรกิจเสี่ยงน้อยลงได้

อีกหนึ่งสัญญาณดีๆ ของแวดวง Startup ไทย คือการที่ ณัฐวุฒิ บอกเราว่า กำลังจะดึง Venture Capital (VC) จากต่างประเทศ มาสนับสนุนธุรกิจ Startup โดยเฉพาะในระดับ Seed ที่เพิ่งเริ่มต้น และยังค้นหาจุดที่ลงตัวของธุรกิจกับผู้ใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนน้อย เพราะยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน

“ถ้าเราจะทำให้ Startup เมืองไทยเกิดขึ้นเยอะๆ เราต้องลงทุนกันเป็นร้อยๆ ราย เพื่อที่อย่างน้อยให้เหลือสัก 20-30 ราย แล้วกลุ่มนี้เติบโตต่อไปได้ ถึงมีสเกลพอที่ประเทศไทยจะไปแข่งขันกับเขาได้ ผมเลยจะหา VC เข้ามา แล้วเปิดให้ Startup มา Pitch ไอเดียกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 3 เดือนนี้”

โลกของ Startup ยังดูหอมหวาน แต่คนในแวดวงย้ำว่า ไม่อยากให้มองเป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายคือ การระดมทุน เพราะนั่นเป็นแค่ทางผ่านสู่ความสำเร็จ แต่อยากให้เริ่มจากทำธุรกิจให้เป็นธุรกิจ ทำโพรดักส์ให้มีคนใช้ ถึงตอนนั้นนักลงทุนก็จะเข้ามาเอง

และนั่นก็น่าจะเป็นแนวทางของความยั่งยืนที่แท้จริงในวิถี Startup

...............................

Key to success

เจาะโลกธุรกิจ Startup

๐ โตเร็ว ทำซ้ำได้ เคลื่อนตัวได้ไว

๐ นักลงทุนสนใจสร้างโอกาส "ระดมทุน"

๐ ต้นทุนต่ำ ใช้คนน้อย เห็นผลเร็ว

๐ โอกาสเจ๊ง 90% ไม่โต 8% โตได้ 2%

๐ ไม่ต้องรอให้เพอร์เฟค ช้าไปตลาดไม่ต้องการ

๐ เวลาจำกัด ทุกอย่างต้องเร็ว ไม่ทำคนอื่นก็ตัดหน้า

๐ เทคโนโลยีไปไว คู่แข่งเกิดได้เสมอ ต้องปรับตัว