ชี้คนแก่เวียนศีรษะ40%เกิดจากตะกอนหินปูนเคลื่อน

ชี้คนแก่เวียนศีรษะ40%เกิดจากตะกอนหินปูนเคลื่อน

แพทย์เผยคนแก่เวียนศีรษะ40% เกิดจากตะกอนหินปูนเคลื่อน เตือนผู้สูงวัยมีอาการเวียนศีรษะควรรีบพบแพทย์

พญ.ภาณินี จารุศรีพันธุ์ แพทย์ประจำฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงเรื่องการเวียนศีรษะในผู้สูงวัยเรื่องธรรมดาหรืออันตราย ว่า การเวียนศีรษะเกิดได้จากหลายปัจจัยและการเวียนหัวของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมาด้วยอาการบ้านหมุน บางคนมาด้วยอาการหนักหัวตื้อๆหัวไม่โล่ง และบางคนมาด้วยอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมที่อาจมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคหัวใจ เบาหวานอาจมีน้ำตาลในเลือดต่ำ

ดังนั้น การที่คนไข้อธิบายอาการของโรคให้กับแพทย์เมื่อมาพบจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้แพทย์สามารถหาสาเหตุของการเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม หากเวียนหัวแล้วมีอาการที่บ่งชี้จริงก็ต้องดูว่าเป็นที่ตำแหน่งใด เช่น อาจเป็นที่หูก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการทรงตัวมาจากระบบประสาททรงตัว สมอง หัวใจ หลอดเลือด และยาที่บางคนเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่งได้ยาตัวใหม่กินแล้วยังไม่ชินทำให้ความดันต่ำ เป็นต้น โดยผู้สูงอายุที่มารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะนั้นพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 40 เกิดจากตะกอนหินปูนเคลื่อน ซึ่งมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนร้อยละ 20 เกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน และร้อยละ 10 เกิดจากเนื้องอกของเส้นประสาทคู่ที่ 8

พญ.ภาณินี กล่าวอีกว่า ตะกอนหินปูนเคลื่อนเกิดจากหินปูนที่ปกติมีอยู่ในหูอยู่แล้วเกิดกลิ่งออกไปต่ำแหน่งอื่น ส่งผลให้ผู้ที่ตะกอนหินปูนเคลื่อนมีอาการบ้านหมุน ซึ่งมักเกิดจากการขยับตัว โดยอาการบ้านหมุนจากตะกอนหินเคลื่อนนั้นจะพบว่ามีอาการบ้านหมุนไม่เกิน1นาทีก็จะหยุดเมื่อผู้ป่วยอยู่นิ่งๆเราอยู่นิ่งๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับวิธีการตรวจร่างกายหาเพื่อหาสาเหตุนั้นแพทย์จะนำคนไข้ไปกลิ้งบนเตียงแล้วตรวจตาหากพบว่าเกิดจากตะกอนหินเคลื่อนจริง ก็จะทำการรักษาด้วยการทำกายภาพโดยใช้การหมุนศีรษะไปมาประมาณ 5-10 นาที เพื่อทำให้ตะกอนกลับเข้าที่ ซึ่งการหมุน1ครั้งมีโอกาสหายได้ถึงร้อยละ 80 ส่วนคนที่หมุนหลายครั้งแล้วยังไม่เข้าแพทย์ก็จะให้คนไข้ทำการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเกิดการชิน และหากยังไม่หายอีกก็จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ว่าการผ่าตัดนั้นตามเทคนิคอาจเกิดอาการหูดับได้ โดยอาการเวียนหัวบ้านหมุนในผู้สูงอายุนั้นจริงๆเกิดจากตะกอนในหูเคลื่อน ทั้งนี้ยาแก้เวียนหัวจะช่วยเพียงการทุเลาแต่ไม่หาย

พญ.ภาณินี กล่าวด้วยว่า อาการตะกอนหินปูนเคลื่อนแพทย์บางคนอาจเข้าใจว่าเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งอาการน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการบ้านหมุนขณะที่อยู่เฉยๆและต้องเป็นในเวลาที่นานประมาณ 20 นาที มีปัญหาการได้ยิน เกิดเสียงรบกวน และต้องมีอาการลักษณะนี้ 2 ครั้ง ถึงจะเรียกว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นต้น โดยอุบัติการทั่วโลกจะพบตะกอนหินปูนหลุดทั่วโลกพบมากกว่าอาการน้ำในหูไม่เท่ากันเช่นกัน ทั้งนี้อาการตะกอนหินปูนเคลื่อนไม่ได้มีอันตราย แต่อันตรายจากการที่ตะกอนหลุด คือเมื่อมีอาการบ้านหมุนกจะส่งผลให้คนไข้ล้ม ดังนั้นเมื่อมีอาการบ้านหมุนหรือเวียนหัวคนไข้จึงไม่ควรขึ้นที่สูง นั่งกับพื้นราบและอยู่นิ่งๆ เพราะหากนั่งล้มก็จะไม่ได้รับอันตราย ทั้งนี้อาการตะกอนหินปูนเคลื่อนไม่ได้เป็นอันตรายแต่ผลที่ตามมาจากการล้มเพราะาการเวียนหัวในผู้สูงอายุมากกว่าที่อันตราย เนื่องจากการล้มอาจทำให้เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก ซึ่งมีอันตรายตั้งแต่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงต้องรักษาก่อนที่จะเกิดอันตราย