'เอกชัย'ชี้แก้ไฟใต้ควรเป็นวาระแห่งชาติ

'เอกชัย'ชี้แก้ไฟใต้ควรเป็นวาระแห่งชาติ

"พล.อ.เอกชัย"ชี้แก้ไฟใต้ควรเป็น"วาระแห่งชาติ" เสนอ6โมเดลดับไฟใต้ เชื่อ"ประยุทธ์"แก้ปัญหาได้ถ้าจริงใจ

ที่หอประชุมกองทัพเรือมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "ทิศทางในการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์ปัจจุบัน" โดย พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และ น.อ.สมเกียรติ ผลประยูร ผู้อำนวยการกองยุทธการกองบัญชาการนาวิกโยธิน (ผอ.ยก.นย.) ซึ่งการบรรยายดังกล่าวได้มีการเปิดเวทีให้นักเรียนเสนาธิการทหารเรือ และสื่อมวลชนที่สนใจร่วมฟังการบรรยาย

โดย พล.อ.เอกชัย ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ได้มีการเจรจาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้มาตลอด จนขณะนี้ยังไม่หยุดการเจรจา ซึ่งปัญหาในภาคใต้นั้น ต้องมองเป็นสามมิติ คือยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิถี โดยรากเหง้าปัญหาที่แท้จริง คือด้านประวัติศาสตร์ ถ้ามองแค่ประวัติศาสตร์สุโขทัยนั้น เราก็จะเสียภาคใต้ไปได้ ฉะนั้นอย่ามองประวัติศาสตร์แค่ผิวเผิน เพราะแต่ละประเทศมีการจดบันทึกที่แตกต่างกัน จึงถึงเวลาที่จะชำระประวัติศาสตร์ ทั้งนี้หากพูดถึงปัญหาภาคใต้ คนมักจะพูดว่าเริ่มที่ปี 2547 แต่จริงแล้วปัญหาเริ่มมานานเป็น 100ปี เพราะความอยากเขาเป็นเหมือนกับเรา แต่ความคิดของคนในพื้นที่ เขาคิดว่าดินแดนตรงนั้นเป็นของเขาไม่ใช่ของประเทศไทย และยังให้มาเลเซียมาเป็นผู้ช่วยพัฒนา เพราะยังไม่มั่นใจในการแก้ปัญหาของประเทศไทย

พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า การแบ่งแยกดินแดนมีอยู่ตลอดเวลา แต่การแก้ปัญหาอาจติดที่ตัวบุคคล เพราะเรามีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพบ่อยมาก ส่งผลให้นโยบายเปลี่ยนทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องมีนโยบายที่มั่นคง แต่ทั้งนี้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน มีพัฒนาการที่ดีขึ้น และเลวร้ายผสมผสานกันไป เช่น เรื่องการตัดต้นไม้ขวางถนนก่อนจะซุ่มยิงเริ่มหมดไป เพราะผู้ก่อเหตุเคลื่อนไหวได้น้อยลง จึงเน้นเป้าหมายใหญ่ในเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ในภาคใต้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนใครพูดการเมืองทหารจะจับทันที วันนี้สามารถพูดได้ทุกพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาได้คิดอันมาจากความอัดอั้นมานาน และมีส่วนร่วมในการเสนอรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น 6 โมเดล คือ1.แบบ ศอ. บต. 2.แบบทบวง 3. อยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 4.แบบการปกครองแบบ กทม. 5. คือ มหานครปัตตานี และ 6. แบบแบ่งแยกดินแดน ซึ่งนโยบายภาคใต้ที่ผ่านรัฐสภาปี 2555 ตนมองว่าเป็นนโยบายที่ดีและทันสมัยที่สุดที่จะนำไปปฏิบัติงาน แต่ที่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะให้ 66 กรม 7 กระทรวงถือเงินแต่ไม่เคยดูแผนนโยบาย และลงพื้นที่เลย

พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า ปัญหาในพื้นที่ เป็นปัญหาด้านโครงสร้าง ระบบ และปัญหาเรื่องคน ทั้งคนในส่วนกลางและคนในพื้นที่ อีกทั้งมีการจัดตั้งกองกำลังที่ทหารที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกที่คนของเราไม่รู้ แต่มาเลเซียกลับรู้ มันจึงเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายเรื่อง และไม่สามารถจับได้ จึงถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่จะมีต่อไปนั้น ได้เริ่มไปพูดคุยมาเลเซียเพื่ออุดช่องว่างในหลายด้าน เพราะ3 ปีที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณมาก จนกลายเป็นประชานิยมในภาคใต้ แต่ขณะนี้ในพื้นที่ก็มีสัญญานที่ดี คือมีทหารน้อยลง แต่หากแต่เป็นการต่อสู้ยุทธศาสตร์ มากกว่ายุทธวิถี จะเป็นการต่อสู้จับต้องไม่ได้

พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า นโยบายที่จะออกมาต้องชัดเจนใน 2 เรื่อง คือ 1.แนวทางที่จะเปิดพื้นที่เจรจา ซึ่งทางคสช.พูดแล้วว่าต้องสานงานต่อไป อนาคตจึงต้องมีโรดแม็ป ที่มีวิธีการเจรจาเชิงลับมากกว่าเปิดเผย ถ้ามีความชัดเจนแล้วจึงนำไปสู่การเปิดเผยในที่สาธารณะ และ 2.แนวทางการปฏิบัติที่สามารถกำหนดได้ว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร และควรมีคนรับผิดชอบชัดเจน ทั้งนี้ การทำงานภาคใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ เพราะว่าไม่ใช่เรื่องของภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประเทศไทยที่จะทำให้คนนอกพื้นที่เข้าใจ มากไปกว่านั้นหากจะให้คนนอกพื้นที่ยอมรับ เราต้องบอกให้ชัดเจนว่าจะดูแลคนพุทธภาคใต้อย่างไรให้มีความสุข นอกจากนี้สิ่งที่ต้องดูแลอย่างมาก คือ ปัญหาความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ ที่ใดมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ต้องมีมาตรการจัดการอย่างเสมอภาค ถ้าอยู่ห่างจากศูนย์กลางต้องดูแลอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน และต้องมีการบริหารท้องถิ่นด้วยการกระจายอำนาจ ที่จะนำมาซึ่งความเจริญที่จะพัฒนาเป็นประชาธิปไตย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นรัฐที่ล้มเหลว และป้องกันการแทรกแซงจากนอกประเทศ

พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า เรื่องปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้นั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าที่จะไปผลักดันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช). หากต้องมีการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องกำหนดนโยบายเข้าสู่ขั้นสภาที่จะออกมาเป็นกฎหมาย แต่ในขณะไม่มีสภาแต่กำลังจะมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ฉะนั้นจะต้องนำเรื่องนี้ไปปฏิบัติงานต่อไป ทั้งนี้จากกลุ่มขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติปัตตานี (อาร์เอ็น)อยากให้มีการเจรจาพูดคุยสันติภาพให้เป็นวาระแห่งชาติ หากถามว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรก็จะอยู่ในแผนแม่บททั้งหมด ตั้งแต่ปี 2558-2560 ทว่าตอนนี้ยังไม่เห็นนโยบาย ชัดเจนเพราะต้องรอให้ผ่าน สนช. ก่อน

พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่าสำหรับความคาดหวังต่อ คสช. ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้นั้น จุดแข็งของ คสช. คือสามารถลงมือแก้ปัญหาทุกอย่างไรทั้งหมด เพราะอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพียงคนเดียว แต่ต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ และย้ำว่าต้องบรรจุให้อยู่ในวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหา และต้องมีการจัดทำกรอบการทำงานให้ชัดเจน ทั้งนี้ที่สำคัญ คือให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งอาจจะมีการจัดองค์กร หรือทีมอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่สำคัญอย่านำเอาการแก้ปัญหาภาคใต้โดยไปองิกับปัจจัยทางการเมืองมากเกินไป ทั้งนี้การเจรจาพูดคุยสันติภาพที่มีการเปลี่ยนทีมเจรจาจะไม่มีผลใดๆมากนัก หากมีโรดแม็ป หรือกิจกรรมที่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเชื่อมั่น และความยุติธรรมให้กับคนในพื้นที่ และเมื่อถึงเวลาลดอาวุธคนในพื้นที่ก็จะให้ความร่วมมือเอง

"อย่างไรก็ตามทีมเจรจาของขบวนการอีอาร์เอ็นนั้นเป็นตัวจริงทั้งหมด โดยเขาพยายามดึงกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่ม พูโล ให้เข้ามาร่วมโต๊ะพูดคุย และส่งตัวแทนมาเสนอแนะหาทางออกกร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นรูปแบบที่ดีที่ทางการไทยควรเอาเป็นแบบอย่าง ส่วนกระบวนการในการเจรจาจะยาวนาน เพราะมีตัวอย่างที่ประเทศฟิลิปปินส์เขามีการเจราจาพูดคุย 20 ปี แต่ของเราเพิ่งจะเริ่มมาเริ่มมาเพียง 10 ปีเท่านั้น มันจึงต้องใช้เวลา ทั้งนี้คาดว่าอาจจะมีการนำเอาโรดแมฟในความต้องการของประชาชนในพื้นที่นำเสนอต่อ คสช.อีกด้วย "พล.อ.เอกชัย กล่าว

ด้าน น.อ.สมเกียรติ กล่าวว่า หากถามว่าปัญหาในภาคใต้เกิดจากอะไร ในมุมของคนที่จับอาวุธจะมองว่า ปัญหาเกิดจากประวัติศาสตร์บาดแผล อัตลักษณ์ เชื้อชาติ ความเหลื้อมล้ำ และคุณภาพชีวิต ถือเป็นพื้นฐานทั้งหมดที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เราจึงจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น แม้ว่าจะได้รับการดูแลมีการใช้กฎหมายอิสลามบ้างแล้ว แต่เขายังรู้สึกว่ายังถูกทับถมด้วยความไม่เป็นธรรม จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธ ดังนั้นจึงควรสร้างความเชื่อมั่น เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพราะหากเราเข้าไม่ถึงก็จะไม่มีทางได้รับความศรัทธาจากพวกเขาได้ และความพัฒนาจะไม่มีทางเกิดขึ้น และต้องเข้าใจความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของคนมลายูปัตตานีด้วย

น.อ.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ประเทศมุสลิมเกี่ยวข้องอย่างไรกับปัญหาชายแดนใต้นั้น เนื่องจากองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) ซึ่งมีกฎบัตรคล้ายกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สนับสนุนให้มุสลิมมีการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง สำหรับท่าทีโอไอซีต่อประเทศไทยนั้น เริ่มดีขึ้นตั้งแต่มีการพูดคุยกันเมื่อปี 2547 ซึ่บจากการพูดคุโอไอซีไม่สนับสนุนให้ก่อความรุนแรง ไม่ต้องการให้แบ่งแยกดินแดน แต่อยากให้รักษาความเป็นมุสลิมปัตตานีลักษณ์ ซึ่งตนคิดว่าประเทศไทยจึงต้องให้การเมืองนำทหาร ไม่ใช่ให้ทหารนำการเมืองในการแก้ปัญหา