สำรวจ1ปีโศกนาฏกรรมเกาะล้าน

สำรวจ1ปีโศกนาฏกรรมเกาะล้าน

สำรวจ 1 ปีโศกนาฏกรรมเกาะล้าน "เรือข้ามฟาก-นักเที่ยว"ละเลยกฎปลอดภัย

หากยังจำกันในช่วงนี้ของปีก่อน ที่ “เกาะล้าน” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้เกิดอุบัติเหตุกับ "เรือข้ามฟาก" ที่ใช้ขนส่งนักท่องเที่ยวจากฝั่งไปยังเกาะแห่งนี้หลายครั้ง เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก

ประเด็นสำคัญที่เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น คือ "มาตรฐานการรักษาความปลอดภัย" นำมาซึ่งการ "ล้อมคอก" ป้องกันในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการเรือข้ามฟาก

ทว่าผ่านไปจะครบหนึ่งปี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้มีการตรวจสอบติดตามมาตรการในการรักษาความปลอดภัยที่มีต่อผู้โดยสารว่ามีการปรับปรุงแก้ไขมากน้อยแค่ไหน และอย่างไร ผลปรากฏว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม คือ "ไม่มีประสิทธิภาพ"

สินชัย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมนักธุรกิจการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ได้ลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจมาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะล้าน พบว่า การบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการให้ผู้โดยสารเมื่อขึ้นเรือต้องสวมชูชีพนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มจากท่าเรือ คือ ผู้ปฏิบัติงานในเรือข้ามฟากนั้นยังขาดการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้โดยสารทราบ ถึงแม้จะมีป้ายประชาสัมพันธ์แต่คนก็ไม่ค่อยอ่านจึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารเรือข้ามฟากได้ทราบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัญหาหลังจากการลงพื้นที่ก็ยังพบว่า เจ้าหน้าที่ประจำเรือเรือไม่ยอมแจกจ่ายเสื้อชูชีพให้กับผู้โดยสาร ซึ่งผู้โดยสารจะต้องไปหยิบเอง ซึ่งในบางครั้งเมื่อผู้โดยสารหาเสื้อชูชีพไม่เจอก็ไม่ได้ใส่และจะทำให้เกิดความเสี่ยงหากเรือประสบอุบัติเหตุ

อีกปัญหาที่พบ คือ ผู้โดยสารเองไม่ยอมสวมใส่เสื้อชูชีพโดยใช้ข้ออ้างว่าว่ายน้ำเป็น หรือบางคนก็บอกว่าเสื้อชูชีพมีสภาพเก่าสกปรกจึงทำให้ไม่กล้าใส่ ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่เราพบเจอนี้สมาคมนักธุรกิจฯ เมืองพัทยาจะนำเรื่องเข้าหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทำการแก้ไขต่อไป

ด้าน ธีรยุทธ มังกรสุวรรณ์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา และเครือข่ายนักสื่อสารกู้ชีพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้ข้อมูลว่า จากอุบัติเหตุครั้งล่าสุดที่เรือโดยสารเกาะล้านบริษัทแห่งหนึ่งล่ม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้น ทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความปลอดภัยการโดยสารทางเรือ และอุปกรณ์ที่จะช่วยเราได้ดีที่สุดคือเสื้อชูชีพ

"ปัญหาที่เราพบนอกจากการขาดการประชาสัมพันธ์ในการใช้เสื้อชูชีพสำหรับผู้โดยสายแล้ว ยังพบปัญหาขนาดของเสื้อชูชีพไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย"

โดยเสื้อชูชีพที่เหมาะสมกับชาวต่างชาติที่ตัวค่อนข้างสูงใหญ่นั้นยังน้อย จึงทำให้ผู้โดยสารชาวต่างชาติสวมใส่เสื้อชูชีพได้อย่างยากลำบาก

ทั้งนี้อุบัติเหตุทางน้ำในพื้นที่เมืองพัทยาเกิดขึ้นเป็นประจำจากความประมาท เพราะถึงแม้เมืองพัทยาได้มีการแบ่งโซนว่ายน้ำ โซนเล่นเรือ และมีทุ่นกั้นให้เห็นเด่นชัดแล้ว แต่ผู้ประกอบการหรือนักท่องเที่ยวเองก็ยังไม่ปฏิบัติตามกฎเท่าที่ควร

สิ่งที่มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ แขวงเกาะล้านเมืองพัทยาทำได้ตอนนี้ก็คือเราได้จัดให้มีเรือเตรียมพร้อมคอยรับส่งผู้บาดเจ็บหรือป่วยในกรณีฉุกเฉินมายังฝั่งท่าเรือแหลมบาลีฮาย และยังสามารถติดต่อเครือข่ายโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้มาทำการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ขณะนี้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าให้การช่วยเหลือ หากประชาชนท่านใดพบเห็นการเกิดอุบัติเหตุหรือหากท่านประสบเหตุทางน้ำ หรือ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ให้รีบ โทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ต่อไป

อนึ่ง มาตรฐานเรือข้ามฝาก ระหว่างเกาะของกรมเจ้าท่า มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เรือข้ามฟาก ไม่ควรบรรทุกเกินน้ำหนัก ต้องใช้ความเร็วเรือในการเดินเรือในเขตควบคุมความเร็ว

โดยบริเวณท่าเทียบเรือโดยสารต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 5 น็อต หรือ 8 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะห่างจากฝั่ง 1,000 เมตร พร้อมทั้งให้ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และงดใช้เรือโดยเด็ดขาดเมื่อมีการประกาศคำเตือนคลื่นลมแรง

อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการ เจ้าของเรือต้องมีแพชูชีพ และเสื้อชูชีพต้องเพียงพอกับผู้โดยสาร และหากผู้ประกอบการ เจ้าของเรือ และคนประจำเรือ ฝ่าฝืนประชาชนหรือผู้พบเห็นเหตุสามารถแจ้งกับกรมเจ้าท่าให้เอาผิดกับเรือเหล่านี้เพื่อให้ถูกดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนดไว้ และเพื่อให้ปรับปรุงความปลอดภัยของเรือให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่อไป