เอกชนไทยชูแผน'ริจินัลชอปปิงฮัป'

เอกชนไทยชูแผน'ริจินัลชอปปิงฮัป'

เอกชนไทยชูแผน 'ริจินัลชอปปิงฮัป' ผุด "เมกะโปรเจค" 3 ปี กว่า 8 หมื่นล้าน เจาะกำลังซื้อนักท่องเที่ยว200 ล้านคน

สมาคมศูนย์การค้า วางยุทธศาสตร์ดันไทย "ริจินัล ชอปปิง ฮับ" แห่งอาเซียน เจาะกำลังซื้อนักท่องเที่ยว 160-200 ล้านคน ผู้ประกอบการแห่ผุด "เมกะโปรเจค" 3 ปี กว่า 8 หมื่นล้าน ชี้ธุรกิจแกร่งปิดทางต่างชาติปักธง กระทุ้งรัฐหนุนลดกำแพงภาษี ดึงกลุ่ม "นิว เอเชีย ลักชัวรี่" อำนาจซื้อสูง

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 จะมีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ แรงงาน ก่อเกิดกำลังซื้อและการบริโภคสูงขึ้น เป็นโอกาสการขยายตัวทางธุรกิจ

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย หรือ TSCA กล่าวว่า สมาคมศูนย์การค้าไทยวางนโยบายส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคอาเซียนและของโลก รองรับโอกาสจากการเปิดเออีซี

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2020 หรือ ปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวกว่า 1,600 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิก 400 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวในอาเซียน 160-200 ล้านคน

“ประเทศอาเซียนตื่นตัวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะสร้างรายได้มหาศาล ความเป็นฮับของไทยจะดึงดูดนักท่องเที่ยว 160-200 ล้านคนเข้ามาใช้จ่าย”

ปัจจุบัน ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.17 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพีประเทศ ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนขณะนี้ของทุกภาคส่วนคือการสร้างศักยภาพประเทศไทยให้เป็นที่น่าสนใจ เพื่อผลักดันตัวเลขการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการชอปปิงเติบโต

สมาคมฯ มองว่าธุรกิจศูนย์การค้าไทย เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยการขยายการลงทุนจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบ

ช่วง 3 ปีนี้ (2557-2559) กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้ามีการลงทุนกว่า 8 หมื่นล้านบาท ในการพัฒนาโครงการใหม่ในรูปแบบศูนย์การค้าแบบเมกะโปรเจค หรือ ซูเปอร์ริจินัลมอลล์ ทั้งในย่านชอปปิงสตรีทใจกลางเมือง เพื่อเป็น “ชอปปิง เดสทิเนชั่น” รองรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่แยกปทุมวัน ที่มีศูนย์การค้าเอ็มบีเค สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน ย่านราชประสงค์ มีศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แพลทินั่มแฟชั่นมอลล์ ย่านชิดลม-เพลินจิต มี เซ็นทรัล ชิดลม เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ต่อเนื่องถึงพร้อมพงษ์

สมาคมฯ ต้องการยกระดับย่านชอปปิงสตรีทดังกล่าวให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการชอปปิงของภูมิภาคเอเชีย เทียบได้กับย่านถนนชอปปิงระดับโลก อาทิ ฌอง เซลิเซ่ ของฝรั่งเศส, ฟิฟท์ อเวนิว ในนิวยอร์ก, ชินจูกุ ประเทศญี่ปุ่น หรือ ออร์ชาร์ด โรด ของสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังจะมีการพัฒนาย่านชอปปิงฮับแห่งใหม่ ภายใต้โครงการเมกะโปรเจค ที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 แสนตร.ม. เช่น บางใหญ่ ที่มีโครงการเซ็นทรัล เวสท์เกต เตรียมเปิดบริการปี 2558 นับเป็นต้นแบบ “ซูเปอร์ริจินัล มอลล์” ของเอเชีย รวมถึงย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยโครงการไอคอนสยาม การลงทุนธุรกิจศูนย์การค้ายังมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น โครงการไลฟ์สไตล์มอลล์ เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์ วิลล์ โครงการใหม่ของซีดีซี, สยามฟิวเจอร์, ซีคอนสแควร์, สเปล ของกลุ่มฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญของการผลักดันไทยสู่ฮับการค้าและการท่องเที่ยว รัฐต้องพิจารณาการปรับภาษีนำเข้า

ปัจจุบัน ไทยมีกำแพงภาษีนำเข้าสูง 30-60% หากภาครัฐพิจารณาลดภาษีนำเข้าได้ ไทยจะสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม “New Asia Luxury” ทั้งจากจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม รวมไปถึง รัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำแพงภาษีสูง กลุ่มคนในประเทศเหล่านี้ติดอันดับประเทศที่มีการจับจ่ายสูงสุด เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง นิยมซื้อสินค้าแบรนด์เนม หากสามารถดึงกลุ่มนี้เข้ามาจับจ่ายในไทย จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ทั้งในตลาดค้าปลีกและอุตสาหกรรมข้างเคียง

“รัฐอาจทยอยปรับลดปีละ 5-10% เพื่อพิจารณาผลลัพธ์ที่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ กระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจได้มากน้อยอย่างไร”

นางสาววัลยา กล่าวต่อว่า การสนับสนุนจากภาครัฐด้านภาษีจะยิ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจศูนย์การค้าไทย ซึ่งปัจจุบันมีความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน

“ปัจจุบันแทบไม่มีบริษัทต่างชาติรายใดกล้าเข้ามาลงทุนมากนัก หากไม่ใช่การร่วมทุน สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจศูนย์การค้าไทย”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรสร้างความร่วมมือระหว่างกัน สร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อเสริมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รองรับโอกาสการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการเปิดเออีซีเต็มรูปแบบรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณา

รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการศูนย์การค้าขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพราะการขยายตัวของผู้ประกอบการศูนย์การค้า ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ จะเป็นช่องทางสำคัญของกลุ่มผู้ผลิตระดับเอสเอ็มอีในการขยายตัวด้วยเช่นกัน “เอสเอ็มอี จะก้าวออกไปต่างประเทศด้วยตัวเองลำบาก ต้องอาศัยผู้ประกอบการรายใหญ่”