'เอสซีจี'ปรับยอดขายหมื่นล.ครึ่งปีแรกรายได้ดีเกินคาด

'เอสซีจี'ปรับยอดขายหมื่นล.ครึ่งปีแรกรายได้ดีเกินคาด

"ปูนซิเมนต์ไทย"เผยครึ่งปีแรกผลดำเนินการดีเกินคาด รายได้เพิ่ม 14% ปรับเป้าใหม่

คาดรายได้จากการขายปีนี้เพิ่มหมื่นล้าน อยู่ที่ 4.86 แสนล้าน "กานต์"เผยกำไรลด 10% เหตุเน้นส่งออกลดผลกระทบในประเทศ มาร์จิ้นน้อยกว่า ห่วงค่าบาทแข็งจากเงินไหลเข้า คาดวัสดุก่อสร้างฟื้นไตรมาส 4 ขณะโบรกเกอร์คาดปีนี้กำไรลด 10% ส่วนปีหน้าสดใส

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับเป้ายอดขายปีนี้ขึ้นอีก 1 หมื่นล้านบาท เป็น 4.86 แสนล้านบาท จากเป้าเดิมวางไว้ที่ 4.76 แสนล้านบาท หลังผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกออกมาดีกว่าคาด โดยมีรายได้จากการขาย 2.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจ แต่มีกำไรสุทธิ 1.69 หมื่นล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

"แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มการส่งออกปูนซีเมนต์ เพื่อลดผลกระทบจากความต้องการใช้ในประเทศที่ลดลง ซึ่งมาร์จิ้นการส่งออกจะต่ำกว่าการขายในประเทศ เฉพาะไตรมาส 2 มีกำไร 8.5 พันล้านบาท ลดลง 14% และในช่วงไตรมาส3 ก็ยังมีแนวโน้มลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน"

ห่วงเงินบาทแข็งค่าหลังทุนไหลเข้า

นายกานต์ กล่าวว่ายังเป็นห่วงว่าค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจะกระทบกับรายได้จากการส่งออก โดยค่าเงินบาทเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุดในเดือนก.ค.นี้แข็งค่าขึ้นมาอยู่ระดับ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ ผลจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หลังปัญหาทางการเมืองในประเทศคลี่คลาย

“เราได้ติดตามข้อมูล มอนิเตอร์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไทยค่อนข้างแรง เฉพาะเดือนก.ค.เดือนเดียว มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ 1.67 แสนล้านบาท ทำให้ยอดซื้อสุทธิทั้งปีของทั้งสองตลาดอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคค่อนข้างนิ่ง ซึ่งบริษัทก็ได้มีการวางแผนป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจปิโตรเคมี”

ลงทุนรัฐส่งผลดี12-15 เดือนข้างหน้า

นายกานต์ ประเมินแนวโน้มความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในประเทศว่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 แต่ยังไม่ฟื้นตัวแรง แม้ว่าภาครัฐจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ รวมถึงโครงการรถไฟรางคู่ เพราะโครงการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศทันที กว่าจะส่งผลดีต้องใช้เวลาประมาณ 12-15 เดือนข้างหน้า หรือเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 เช่นเดียวกันกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ที่มองว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในปีหน้า หนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีหน้าดีกว่าปีนี้แน่นอน

“เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกชะลอตัวลง และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาส3 แต่ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของภาคประชาชนและธุรกิจ ประกอบกับทิศทางการส่งออกที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวกลับคืนมาได้ในไตรมาสสุดท้าย และจะเห็นผลชัดเจนในปี 2558"

จากผลกระทบดังกล่าว บริษัทได้ปรับแผนรับมือด้วยการส่งออกเพิ่มในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งบริษัทมีรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ารายได้จากการส่งออกในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ธุรกิจในอาเซียนโต17%

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2557 มีรายได้จากการขาย 2.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น9 %ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉพาะในไตรมาสที่ 2 ธุรกิจในอาเซียน มีรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการขายที่เพิ่มขึ้นของไพรม์ กรุ๊ป ( Prime Group) ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายใหญ่สุดของเวียดนาม คอนกรีตผสมเสร็จในเมียนมาร์ และปูนซีเมนต์ในกัมพูชา โดยล่าสุด เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียนรวม 7.6 หมื่นล้านบาท หรือ 17 %ของสินทรัพย์รวมของบริษัทที่มีอยู่ 4.62 แสนล้านบาท

“ บริษัทยังคงเน้นการลงทุนในอาเซียนต่อเนื่อง โดยงบลงทุน 5 ปีกว่า 2.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่กว่า 50% เป็นการลงทุนในอาเซียน ซึ่งบริษัทก็ยังเดินหน้าลงทุนตามแผน และอยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้า หรือร้านวัสดุก่อสร้างในพม่าร่วมกับบริษัทที่บริษัทถือหุ้นอยู่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้”

ส่วนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ เอชวีเอ (HVA) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้มียอดขายสินค้า เอชวีเอ 8.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14 % จากปีก่อน คิดเป็น 34% ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้าเอสซีจี อีโค แวลู ( SCG eco value )มียอดขาย 7.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% คิดเป็น 30% ของยอดขายรวม

จ่ายปันผลหุ้นละ 5.5 บาท

นายกานต์ กล่าวต่อว่าคณะกรรมการบริษัท มีมติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท อายุ 4 ปี เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ เดิม 5 พันล้านบาท และใช้สำหรับ รองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นอีก 5 พันล้านบาท

นอกจากนี้คณะกรรมการยังมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 5.5 บาท โดย คิดเป็นมูลค่า 6 .6 พันล้านบาท ซึ่งจ่ายปันผลเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ากำไรจะลดลง กำหนดจ่ายในวันที่ 14 ส.ค.นี้

ราคาหุ้น SCC ปิดตลาดวานนี้(30 ก.ค.) ลดลง 6.00 บาท หรือ 1.31% อยู่ที่ 452 บาท มูลค่าการซื้อขาย 913.07 ล้านบาท

โบรกฯคาดปีนี้กำไรลด-ปีหน้าสดใส

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป ประเมินว่ากําไรปีนี้น่าจะอ่อนลงจากปีก่อน การก่อสร้างในไตรมาส 2 ปีนี้ ยังไม่มีโครงการภาครัฐฯใหม่เข้ามาได้ทัน ดังนั้น ภาพรวมความต้องการปูนซีเมนต์ทั้งปีนี้จะออกมาทรงตัว

ทั้งนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกเพิ่งเริ่มฟื้นตัว และการปรับขึ้นของต้นทุนตามราคาน้ำมันอย่างไม่คาดคิด แม้ธุรกิจกระดาษจะเติบโตดีจากการมุุ่งส่งออก แต่สัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้ไม่มาก ทำให้ภาพรวมกำไรปีนี้ลดลง 10% โดยได้ปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลง 6%

สำหรับ แนวโน้มปีหน้าดูจะสดใสมากกว่า จากภาคก่อสร้างน่าจะกลับมาคึกคัก การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำให้เห็นนโยบายลงทุนภาครัฐฯมากขึ้น อย่างน้อยจะมีโครงการใหม่เปิดประมูลออกมาได้ในเวลาเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากขึ้นจะหนุนให้ยอดขายอสังหาฯที่อยู่อาศัยดีขึ้น

ภาพรวมของความต้องการปูนซีเมนต์ในปีหน้าจะกลับมาเติบโต 3-5% ในเวลาเดียวกัน โรงปูนใหม่ที่กัมพูชาและอินโดนีเซียจะเริ่มการผลิตในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปี 2558 ทําให้มีกำลังการผลิตรวมเพิ่ม 8-10% โดยแนวโน้มการเติบโตและราคาขายของ 2 ตลาดนี้ดีกว่าตลาดไทย ทําให้มองแรงหนุนการเติบโตธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจโลกน่าจะพลิกฟื้นมากขึ้นหนุนความต้องการปิโตรเคมีกำไรปีหน้าน่าจะกลับมาเติบโตได้ 12%