มาเลย์หวังผงาดศูนย์กลางท่องเที่ยวการแพทย์

มาเลย์หวังผงาดศูนย์กลางท่องเที่ยวการแพทย์

มาเลเซียกลับดำเนินความพยายามมากขึ้นในการดึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการรักษาตัวเข้ามายังประเทศ

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวมุสลิมในด้านการจับจ่ายซื้อของ หรือสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ล่าสุด มาเลเซียกลับดำเนินความพยายามมากขึ้น ในการดึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการรักษาตัวเข้ามายังประเทศ ภายใต้ความหวังที่จะแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ขึ้นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายนี้ ซึ่งมีประชากรมุสลิมราว 60% พยายามดึงดูดคนไข้ที่ฐานะปานกลางค่อนไปทางร่ำรวย เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ ด้วยการนำเสนอราคาค่าบริการที่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ แสดงให้เห็นว่า มาเลเซียยังคงไล่ตามหลังไทย และสิงคโปร์อยู่ ในแง่ของส่วนแบ่งในตลาดนี้ ที่สร้างรายได้ราวปีละ 38,000 - 55,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.216-1.760 ล้านล้านบาท

แม้จะถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และต้องแข่งขันกับผู้เล่นเก่าที่มีทั้งประสบการณ์ และชื่อเสียงอย่างมาก แต่มาเลเซียก็สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว และทะยานขี้นมาติดอยู่ในอันดับ 3 ของการจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุด และสะดวกสบายที่สุด ของนิตยสารอินเตอร์เนชั่นแนล ลีฟวิ่ง

ประธานสมาคมโรงพยาบาลเอกชนมาเลเซีย "นายจาคอบ โธมัส" บอกว่า ราคาค่าบริการในไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้อีกต่อไป ขณะที่สิงคโปร์ก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะรับมือกับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าไปได้ ขณะที่มาเลเซียนั้น ถือเป็นหนึ่งในประเทศ ที่เดินทางเข้ามาง่ายที่สุด ชาวต่างชาติส่วนใหญ่แทบจะไม่ต้องเจอกับการตรวจตราเข้าเมืองมากนัก

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการสุขภาพในมาเลเซียเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ที่ 770,134 คนในปี 2556 คนไข้ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย รองลงมาคือตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความมั่งคั่ง แต่บริการทางการแพทย์ไม่เพียงพอหรือต้องรอคอยการรักษาเป็นเวลานาน

ขณะที่ในสิงคโปร์นั้น มีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เดินทางเข้ามาในปี 2555 จำนวน 850,000 คน ส่วนประเทศไทยในปี 2556 ตัวเลขอยู่ที่เกือบ 2.5 ล้านคน แต่จำนวนนี้รวมถึงผู้ใช้บริการสปา และชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ด้านค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยต่างชาติใช้จ่ายเงินในมาเลเซีย 216 ล้านดอลลาร์ในปี 2556 น้อยกว่าประเทศไทยที่ตัวเลขสูงถึง 4,300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมผู้ใช้บริการสปาด้วยเช่นกัน กล่าวได้ว่า การให้บริการทางการแพทย์ในราคาที่ถูกกว่า ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า และบริการสุขภาพคุณภาพสูง ล้วนช่วยผลักดันให้มาเลเซียเป็นที่จับตามอง

โรงพยาบาลหลายแห่งกล่าวว่า รัฐบาลในแถบอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่สนับสนุนให้พลเมืองของตนไปรักษาในบางประเทศเป็นการเฉพาะ แต่มีแนวโน้มว่าจะเลือกสิงคโปร์และไทยมากกว่า ดังนั้นการชักชวนคนไข้ให้เปลี่ยนมาใช้บริการในมาเลเซียโดยไม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย จึงถือเป็นความท้าทายอย่างมาก