SIRI - ถือ

SIRI - ถือ

คาดหวังจะเห็นความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นในระยะยาว

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

-ประกาศเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้และพัฒนาโครงการในอนาคต : แจ้งเพิ่มทุนโดยจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) อัตราส่วน 3 หุ้นเดิมได้ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 1.30 บาท ควบคู่กับ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ SIRI-W2 ซึ่งจะจัดสรรให้ฟรีแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน อัตราการใช้สิทธิ 1:1 ราคาใช้สิทธิ 2.50 บาท XR 7 ต.ค.57 วันจองซื้อ 27 - 31 ต.ค.57 เพื่อนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนจะนำไปชำระหนี้และซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ทั้งนี้ผู้ถือหุ้น SIRI-W1 ต้องใช้สิทธิแปลงหุ้นในเดือนก.ย.57 เพื่อได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน พร้อมกันนี้บริษัทได้ออกหลักทรัพย์แปลงสภาพให้แก่กรรมการและพนักงาน (ESOP#7) อัตราการใช้สิทธิ 1:1 ราคาใช้สิทธิ 2.50 บาท dilution ส่วนแรกจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น 37% จะเกิดขึ้นในปลายปี 57 ส่วน dilution จากการใช้สิทธิ SIRI-W2 จะเริ่มในปี 59 ทั้งนี้บริษัทจะได้เงินจากการเพิ่มทุนจำนวน 4.7 พันล้านบาทนำไปใช้ชำระหนี้ ซึ่งจะช่วยให้หนี้สินที่ภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ ปลายไตรมาสแรกที่ 2.14 เท่าลดลงเหลือราว 1.5 เท่าในปลายปี 57

-คาดกำไรปี 57 เติบโต 37% จากที่หดตัวในปี 56 และเติบโตต่อเนื่องราว 23%ในปี 58 : ยอดขาย presale ใน 2Q57 ปรับดีขึ้นมากโดยยอดจองคอนโดมิเนียมได้กลับมาเป็นบวกจากที่ติดลบในไตรมาสแรก ส่งผลให้ยอดขายรอโอน (backlog)อยู่ในระดับสูงที่ 5.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกำหนดโอนในปี 57 ราว 1.94 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 76% ของประมาณการรายได้ของฝ่ายวิจัยที่ 3.1 หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโต 10% ประมาณการกำไรสุทธิปี 57 อยู่ที่ราว 2.4 พันล้านบาทเติบโตราว 37% พลิกจากที่หดตัว 43%ในปี 56 แนวโน้มกำไรในช่วง 2Q57 ประมาณการไว้ราว 390 ล้านบาท ลดลง 21% จาก 2Q56 และ 55% จาก 1Q57 ที่มีรายการพิเศษจากการขายอาคารสำนักงานสิริภิญโญเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แสนสิริ ไพร์มออฟฟิศ (SIRIP) สำหรับประมาณการกำไรสุทธิปี 58 คาดการณ์ราว 2.9 พันล้านบาทเติบโต 23%YoY

-แผนการปรับปรุงการดำเนินงานเน้นลดต้นทุนสร้างความสามารถในการทำกำไรระยะยาว : บริษัทมีแผนปรับปรุงการดำเนินงานในอีก 18 เดือนข้างหน้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยมีเป้าลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้รวมเหลือ16-17% และการทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่จ่ายดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.8 - 1 เท่า ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 6-8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของผู้บริหารเพื่อให้ในระยะยาวสามารถมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 12-13% ในอีก 18 เดือน

-ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 ที่ 2.10 บาท : แผนการดำเนินงานค่อนข้างระมัดระวังทั้งในเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างจริงจังน่าจะช่วยให้ความสามารถในการทำกำไรปรับดีขึ้นได้ในระยะยาว และช่วยควบคุมให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายของผู้บริหารที่ประเมินว่าจะเห็นชัดในระยะเวลา 18 เดือนข้างหน้า ฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 ซึ่งอิง Prospect PER ที่ระดับ 10 เท่าได้เท่ากับ 2.10 บาทซึ่งมี upside ไม่มากนักจากราคาปิดล่าสุด ขณะที่ yield อยู่ในระดับที่น่าสนใจราว 5.9% (คาดเงินปันผลปี 57 ราว 0.12 บาท) ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เพื่อรับเงินปันผล