'ปานปรีย์'แจงสอบปาล์มอินโดฯ

'ปานปรีย์'แจงสอบปาล์มอินโดฯ

"ปานปรีย์"อดีตปธ.บอร์ดปตท. แจงตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้องลงทุนปาล์มอินโดฯจริง พร้อมเสนอบทลงโทษ

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตประธานกรรมการบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบริษัทปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ (PTTGE) บริษัทลูกของปตท.เข้าไปลงทุนธุรกิจสวนปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มดิบในอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดก่อนที่เขาจะเข้าไปนั่งเป็นประธานกรรมการบริษัทปตท.

"การอนุมัติการลงทุน เกิดก่อนที่ผมจะเข้ามาเป็นประธานบอร์ด หรือแม้แต่การตั้งผู้บริหารที่อินโดนีเซีย รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามา" นายปานปรีย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในช่วงที่เขาเป็นประธานบอร์ดปตท.ทราบว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสอบข้อเท็จจริงไปเมื่อปี 2555 ต่อมาเมื่อปี 2556 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ซึ่งเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโดยซีอีโอของปตท.ไม่ได้ตั้งโดยบอร์ด และไม่ใช่อำนาจบอร์ดที่ไปตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ทั้งนี้หลังจากมีการสอบวินัย ก็ได้เสนอเรื่องมายังบอร์ดปตท. ซึ่งบอร์ดรับทราบครั้งแรกช่วงต้นปี2557 หรือประมาณเดือนเม.ย.2557 การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมเพื่อพิจารณารายงานผลการดำเนินการและขออนุมัติลงโทษทางวินัยกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง

"ปกติเป็นอำนาจซีอีโอ แต่เนื่องจากผู้ถูกลงโทษเป็นพนักงานสูงกว่าระดับฝ่าย ผู้ที่เห็นชอบได้จึงต้องเป็นหน้าที่บอร์ด"

นายปานปรีย์ กล่าวว่าเมื่อเรื่องถูกเสนอเข้าบอร์ดก็ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ประกอบกับเป็นช่วงนั้นมีกรรมการใหม่เข้ามาหลายคน จึงยังไม่เห็นรายละเอียดเรื่อง เห็นแต่ข้อสรุป ดังนั้นจึงได้เสนอให้เอกสารทั้งหมดกับกรรมการทุกคน เพื่อพิจารณาผลการสืบสอบสวนอีกครั้ง การประชุมวันนั้นมีมติให้ฝ่ายบริหารนำเรื่องมาเสนออีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

"การประชุมวันนั้นบอร์ดกังวลว่าการลงโทษคนต้องทำให้ถูกต้อง" นายปานปรีย์ กล่าว

จากนั้นถัดมาอีก 1 เดือน ฝ่ายบริหารได้นำเรื่องเสนอบอร์ดอีกครั้งประมาณเดือนพ.ค.2557 หลังจากที่กรรมการไปอ่านเอกสารการสอบสวน ก็มีคำถามว่าเรื่องนี้มีใครรับทราบเรื่องที่ส่งไปให้กับคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือไม่ เพราะมีแต่ข่าวว่าส่งเรื่องไปยังป.ป.ช. และยังสอบถามต่อไปว่าได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา หาพยานหลักฐานมาชี้แจงหรือไม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการตรวจสอบ โดยให้ซีอีโอสอบถามไปยังคณะกรรมการสอบสวนว่าได้ดำเนินการตามระเบียบปตท.หรือไม่ จากนั้นจึงค่อยให้เสนอบอร์ดอีกครั้ง โดยขอให้คณะกรรมการสอบสวนให้คำยืนยันที่ชัดเจน แต่หลังจากนั้นตนก็พ้นจากประธานบอร์ดปตท.ประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 30 พ.ค.2557

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่าเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง คงพบมีข้อสงสัยเลยส่งให้ฝ่ายบริหารสอบวินัยผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเรื่องวินัยเป็นอำนาจของปตท. ที่ต้องจัดการ ส่วนป.ป.ช.อาจเป็นเรื่องการตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ ส่วนผลการสอบวินัยผู้เกี่ยวข้องที่เสนอมาครั้งนั้น มีเสนอบทลงโทษมาแล้ว แต่การประชุมของบอร์ดครั้งนั้นบอร์ดยังไม่มีมติให้ความเห็นชอบ เพราะอยู่ในช่วงขอความชัดเจนฝ่ายคณะกรรมการสอบสวนวินัย หลังจากนั้นไม่ทราบมติเป็นอย่างไร

ทั้งนี้เท่าที่ได้รับรายงานฝ่ายบริหารว่าต้องการไปทำธุรกิจปาล์ม ได้เข้าไปซื้อที่ดิน 5แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 1.96 แสนเฮกต้าร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านไร่ โดยใช้เงินลงทุนของปตท.ทั้งหมด เพราะปตท.เป็นบริษัทแม่ที่เข้าไปถือหุ้นใน PTTGE 100% โดย ณ สิ้นปี 2556 พบว่า PTTGE มีทุนจดทะเบียน 369 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขาดทุนสะสม 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับการลงทุนจากปตท. ที่มีกระแสข่าวว่าความไม่โปร่งใส และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบางบริษัทลูกของปตท. เนื่องจากปตท.มีบริษัทลูกเป็นจำนวนมาก จึงได้ขอให้มีการรายงานข้อมูลการลงทุนโดยละเอียด