ทุนญี่ปุ่นหวังไทยฟื้นแนะเร่งแผนปฏิรูป

ทุนญี่ปุ่นหวังไทยฟื้นแนะเร่งแผนปฏิรูป

"ทุนญี่ปุ่น"แนะคสช.เร่งแผนปฏิรูป ดันไทยฮับการค้า-บริการอาเซียน มั่นใจเศรษฐกิจไทย"ฟื้น" จี้พัฒนาคน เทคโนโลยี

นายเซ็ทซึโอะ อิอูจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นสถานการณ์ประเทศไทยมากขึ้นจากก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองค่อนข้างกังวลต่อปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ

"เมื่อการเมืองมีความมั่นคงมากขึ้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีการวางแผนสู่การปฏิรูปประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นไปในทิศทางที่ขึ้น"

นักลงทุนญี่ปุ่น คาดหวังว่าปัญหาการเมืองจะไม่กลับมาเกิดซ้ำอีก และมีการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง ตามโรดแมพการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การปรับปรุงระบบราชการให้มีความโปร่งใส มีกลไกการแข่งขันในตลาดที่เสรีและเป็นธรรม การเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) มีการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันด้านการผลิต แม้ต้นทุนด้านค่าแรงและวัตถุดิบของไทยสูงขึ้น ก็ควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอื่นเข้ามาช่วยพัฒนา อาทิ การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนพัฒนาทักษะแรงงานมีฝีมือ รวมถึงการศึกษา

ขณะที่ การส่งออกครึ่งปีแรกกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น เป็นผลมาจากการปรับตัวตามความคาดหวัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เริ่มชะลอตัวจากปัญหาทางการเมือง

"เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ต่อจากนี้เป็นช่วงขาขึ้น รวดเร็วแค่ไหนอยู่ที่การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่ในเมืองไทยมานาน จึงมุ่งลงทุนต่อเนื่องทุกปี ต้องการเติบโตไปพร้อมกับไทย เมื่อเศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพและโปร่งใส เพิ่มขีดความสามารถการผลิต รวมถึงเดินหน้ากลับมาสู่การเป็นประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทุกอย่างก็ดีขึ้นตาม”

นักธุรกิจญี่ปุ่นคาดหวังว่า ประเทศไทยจะมีระบบการทำงานรวดเร็วขึ้น แก้ปัญหาเศรษฐกิจมีการอนุมัติโครงการลงทุนที่ค้างได้รวดเร็วตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์การลงทุนอาเซียนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยวางให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออก การบริการ เชื่อมโยงในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ขณะที่การเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่ต้องการผลิตเพื่อป้อนผู้บริโภคในประเทศ

สำหรับ ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรก 2557 บางคำถามจัดทำขึ้นก่อนใช้กฎอัยการศึก (20 พ.ค.) และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (22 พ.ค.) เช่น การบริโภคหดตัวสูงตั้งแต่ 6 เดือนหลัง ปี 2556 จนถึงครึ่งปีแรก 2557 โดยกลุ่มที่มองว่าสภาพธุรกิจแย่ลง มีถึง 51%

ผลสำรวจ 93% ระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้เกิดความมั่นคงทางการเมือง แต่หากสำรวจในปัจจุบันอาจปรับตัวลดลง เพราะการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงประเด็นที่น่าวิตก คือ นักธุรกิจญี่ปุ่นมองว่า การเมืองในช่วงนั้นจะยืดเยื้อยาวนานถึง 72% เช่นเดียวกันกับสำรวจการลงทุนเพิ่ม ด้านเครื่องจักร และโรงงาน สัดส่วนเพิ่มขึ้นเพียง 31% ส่วนนักลงทุน คงที่ด้านการลงทุน 21% ส่วนการลงทุนลดลง 36% สะท้อนให้เห็นว่าก่อนหน้านี้นักธุรกิจญี่ปุ่นมีความกังวลต่อสถานการณ์สูง แต่ปัจจุบันทิศทางดีขึ้น

นักลงทุนญี่ปุ่นมองสถานการณ์ก่อนประกาศกฎอัยการศึก กระทบต่อยอดขาย 44% นักลงทุนญี่ปุ่นยังเริ่มมองหาโอกาสตลาดใหม่รอบภูมิภาคซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีโอกาสเติบโต ได้แก่ อินโดนีเซีย สัดส่วน 52% ตามด้วยเวียดนาม 38% อินเดีย 31%

อย่างไรก็ตาม ไทยมีปัญหาและความท้าทายทางด้านการบริหาร ที่นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น 68% ปัญหาค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรจะสูงขึ้น 52% ปัญหาขาดแคลนแรงงาน พบว่า 43% มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน อีก 39% อยู่ในระดับค่อนข้างขาดแคลน สำหรับการตัดสินใจตั้งศูนย์วิจัยและการพัฒนา ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีในประเทศไทย มีเพียง 13% ที่จัดตั้งแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้ง 9% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่จัดตั้งแล้วและอยู่ระหว่างจัดตั้ง 30% โดยนักธุรกิจญี่ปุ่นส่วนใหญ่เตรียมแผนรองรับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต 60%