ชี้ตำรวจฆ่าตายสูงกว่าคนทั่วไป3เท่า

ชี้ตำรวจฆ่าตายสูงกว่าคนทั่วไป3เท่า

บิ๊กตร.เผยผลศึกษาตำรวจฆ่าตายสูงกว่าคนทั่วไป 3 เท่า เหตุงานหนัก-มีปืน

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงเหตุตำรวจฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก โดย พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ศึกษาเรื่องนี้อยู่

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากการฆ่าตัวตายนั้น ในเรื่องดังกล่าวทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญโดย พล.ต.อ.วัชรพล ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานกำลังพล โรงพยาบาลตำรวจ และสำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ ทำการวิจัย ซึ่งขณะนี้ได้วิจัยไปส่วนหนึ่งแล้ว

โดยเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเป็นข้อมูลที่ย้อนหลังไปประมาณ 5-10 ปี ซึ่งจากผลวิจัยส่วนหนึ่งสามารถสรุปได้เป็นกลุ่มๆ มีหลายสาเหตุ และพบว่าการฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกิดขึ้น มีสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่พบคือ เรื่องของความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่หนักกว่าอาชีพอื่น และการที่จะต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ่อยครั้ง จึงเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง และปัญหารองลงมา เช่น ปัญหาสุขภาพ หนี้สิน และปัญหาภายในครอบครัว โดยปัญหาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของการคิดฆ่าตัวตาย เมื่อปัจจัยปัญหาครบรุมเร้าหลายเรื่องก็ลงมือ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอาวุธอยู่ใกล้ตัว ก็จะทำให้การฆ่าตัวตายนั้น ค่อนข้างไม่ยาก อันตรายกว่าอาชีพอื่น เพราะในอาชีพอื่น เมื่อคิดจะฆ่าตัวตายแล้ว แต่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ จึงทำให้กระทำการลงมือได้ยากกว่า

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า จากการวิจัยของโรงพยาบาลตำรวจที่ยืนยันมาคือ สิ่งที่จะช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง ในเบื้องต้นจะเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคลที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งจะสามารถตรวจสอบพฤติกรรมล่วงหน้าได้ 2-3 วัน โดยจะตรวจสอบจากอาการ ขาดงาน ซึมเศร้า ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการแจ้งไปถึงผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของทุกหน่วยให้ทำการตรวจสอบ

ทั้งนี้ เราจะมีการขยายผลการศึกษาและรายละเอียดให้ครอบคลุม เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกทิศทางต่อไป นอกจากนี้ในการศึกษาข้อมํลเพื่อแก้ไข ได้สั่งการให้ตรวจสอบข่าวสารย้อนหลัง เพราะพบว่าเมื่อมีกรณีตำรวจฆ่าตัวตาย ข่าวที่ปรากฏในสื่อ เป็นสาเหตุหนึ่ง เช่น หึงหวง หนี้สิน เครียดงาน ปัญหาสุขภาพ แต่พอสรุปสำนวนคดี หลายครั้งพบข้อมูลคลาดเคลื่อน อาจมีการช่วยกันในส่วนคดีที่กระทบผู้ตาย จึงทำให้ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ในการศึกษาจึงต้องหามูลเหตุโดยให้นำข่าวสารในสื่อมวลชนมาประกอบด้วย