'สุรเกียรติ์'มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าสดใส

'สุรเกียรติ์'มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าสดใส

"สุรเกียรติ์" มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าสดใส แนะวาง 5 นโยบายหนุนจีดีพีปี 58 ขยายตัว 5% ตามคาด

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและการปรองดอง กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะกลับมาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจเข้าสู่การเติบโตได้ตามปกติแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายเงินจำนำข้าวที่ค้างอยู่ให้แก่ชาวนา, การอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ, การออกใบอนุญาตประกอบการโรงงาน(รง.4) รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการประกอบธุรกิจของ SMEs เป็นต้น ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มนิ่ง ไม่มีความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงดังเช่นก่อนหน้านี้

ขณะที่ต่างประเทศต่างจับตาดูการปฏิรูปประเทศของไทย ตลอดจนโรดแมพในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจว่าจะเป็นไปได้จริงตามขั้นตอนที่ประกาศไว้หรือไม่

สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและนโยบายด้านการต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยถือว่าอยู่ในสถานการณ์พิเศษที่จะใช้การพบปะกันในเวทีประชุมระดับประเทศอาจไม่เพียงพอนัก ดังนั้นจะต้องมีการวางยุทธศาสตร์เป็นรายประเทศเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับประเทศนั้นๆ มากที่สุด ซึ่งทั้งนโยบายด้านการต่างประเทศ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์ของภาคเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการให้มีความสอดคล้องกัน

นายสุรเกียรติ์ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในปีหน้าจะมีทิศทางที่สดใส ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประเมินไว้ว่า GDP ในปี 58 จะขยายตัวได้กว่า 5% แต่ยังมีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ คือ 1.ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน 4-5 แสนคน 2.การส่งออก แม้ในเดือน มิ.ย.จะกลับมาเป็นบวก แต่ถือว่ายังฟื้นตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ 3.มาตรการที่ทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับต่อการเปิด AEC ในปีหน้า 4.มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้ให้แก่ชาวนา โดยจะต้องไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ 5.มาตรการช่วยเหลือคนยากจน ทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องไม่ใช่รูปแบบของประชานิยม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่กันด้วย นั่นคือ ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และโรดแมพทางการเมืองของไทยว่าจะทำให้ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง และที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งได้มีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้มากน้อยเพียงใด