'ค้าปลีก'ชงคสช.ปลุกกำลังซื้อ ห่วงหนี้ครัวเรือนฉุดบริโภค

'ค้าปลีก'ชงคสช.ปลุกกำลังซื้อ ห่วงหนี้ครัวเรือนฉุดบริโภค

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ห่วงหนี้ครัวเรือนสูงฉุดการบริโภคฟื้นช้า ชง 12 มาตรการเสนอ คสช.

กระตุ้นบรรยากาศใช้จ่าย-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมปูทางเพิ่มขีดแข่งขันผู้ผลิต-สินค้าไทยขยายตลาดต่างประเทศ เสนอตั้ง กระทรวงเอสเอ็มอี รื้อโครงสร้างภาษี สานยุทธศาสตร์ไทยศูนย์กลางชอปปิงเอเชีย มั่นใจหลังตั้ง ครม. ปลดล็อกปัญหาหนุนไทยเดินหน้ารวดเร็ว ดันธุรกิจโต 6-7%

แม้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายขึ้นตามลำดับ แต่ภาพรวมการบริโภค โดยเฉพาะกำลังซื้อรากหญ้ายังไม่ฟื้นตัวมากนัก ขณะที่ "หนี้ครัวเรือน" อยู่ในเกณฑ์สูง นับเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของภาคธุรกิจไม่น้อย

นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธาน และนายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกันเปิดเผยว่า การบริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสแรก ขณะที่ไตรมาสสองปรับตัวดีขึ้น แต่ยัง "ไม่แรงพอ" ที่จะทำให้ตัวเลขการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเติบโต 4.6% สมาคมฯ จึงได้นำเสนอแนวทางและมาตรการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีก ผ่านสภาหอการค้าไทยไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อกระตุ้นบรรยากาศใช้จ่ายและกำลังซื้อขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการรองรับโอกาสและการแข่งขันจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

"กำลังซื้อรากหญ้ายังไม่ฟื้น หนี้ครัวเรือนสูงการที่ธุรกิจค้าปลีกจะสามารถขยายตัวได้ 6-7% จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่างๆ รัฐเป็นกลไกหรือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อได้"

สำหรับภาคเอกชน สิ่งที่ต้องการมากสุด คือ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างรวดเร็ว เพราะเชื่อว่า เมื่อจัดตั้ง ครม.ได้แล้ว "ทุกอย่าง" ก็จะวิ่งอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มีแนวคิดหรือแนวทางเดียวกันจะถูกปลดล็อกได้โดยไม่มีเงื่อนไข

ชง12มาตรการเร่งด่วน

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอ 12 มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง ประกอบด้วย การกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการลดภาระค่าครองชีพประชาชนด้วยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น โดยเฉพาะหมวดอาหาร ค่าโดยสาร ค่าเชื้อเพลิง

การส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างชัดเจน และจริงจัง โดยพิจารณาผ่อนผันการเปิดด่านต่างๆ การเพิ่มจำนวนด่าน และอำนวยความสะดวกโดยการสร้างถนนให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รัฐต้องวางมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายและการลงทุน เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซัน ให้มีความร่วมมือทั้งภาคการท่องเที่ยว โรงแรมและค้าปลีก จะสามารถกระตุ้นให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้

การกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่อง ขาดกระแสเงินสดหมุนเวียน เนื่องจากต้นทุนแรงงานและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น แก้กฎเกณฑ์ผู้ประกอบการภาคผลิตและจัดจำหน่ายระดับเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ค้ากับสมาชิกของสมาคมฯ สามารถนำใบสำคัญการสั่งซื้อ (Invoice) ที่ได้รับจากห้างค้าปลีกเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เป็นต้น

เสนอตั้งกระทรวงเอสเอ็มอี

ประการสำคัญต้องการให้มีการจัดตั้ง กระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และการค้า โดยนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บ.ส.ย.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานที่กระจัดกระจายมารวมกัน เพื่ออุตสาหกรรมเอสเอ็มอีจะได้มีเจ้าภาพที่ชัดเจน สามารถพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบและเกิดประสิทธิภาพ

"ค้าปลีกเสมือนเรือลำใหญ่นำพาเอสเอ็มอีเล็กๆ มาเติมเต็มเรือของเราและพาออกสู่โลกกว้างภายนอก ทำให้ภาคการค้าสมบูรณ์"

หากผู้ประกอบการบนห่วงโซ่อุปทานทั้งขนาดใหญ่ กลางและเล็ก มีความเข้มแข็งและเติบโตได้ก้าวสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้

กระทุ้งรื้อโครงสร้างภาษี

จากความได้เปรียบของประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงโรงแรมและภาคบริการในระดับโลก ดังนั้นเพื่อพัฒนาให้เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ครบวงจร สานเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางชอปปิงแห่งเอเชีย รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มแฟชั่นชั้นนำ (Luxury Brand) ซึ่งจะกระตุ้นยอดจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้นได้

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการจูงใจผู้บริโภคไทยกลับมาใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น ซึ่งพบว่าจากสถิติของโกบลอลบลู ปี 2555 และ 2556 ชาวไทยมีการขอคืนภาษีในต่างประเทศสูงติดอันดับ 6 และ 7 ของโลก โดยลูกค้าชาวไทยยังมียอดการใช้จ่ายสูงเป็นติดอันดับ 2 ของโลกรองจากนักช้อปชาวจีนอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายทางด้านภาษีต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงหรือพิจารณาให้เหมาะสม สอดคล้องกับภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น นโยบายไม่เก็บภาษีจากเงินกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งนี้ เมื่อคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศแล้วมีผลกำไร เช่น เงินปันผล, Capital Gain แล้วจะนำเงินเข้าประเทศไทย แต่มักถือว่าเป็นเงินได้ในไทยเมื่อนำเงินดังกล่าวเข้าประเทศไทย ทำให้นักธุรกิจไทยไม่ยอมนำเงินกลับประเทศเพื่อทำการพัฒนาประเทศต่อไป และทำให้หลายกิจการไปเปิดบริษัทต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย เพื่อเป็นฐานในการลงทุนต่อไป เนื่องจากสิงคโปร์ไม่คิดภาษีเหล่านี้

ที่สำคัญ ยังมีบริษัทไทยอีกจำนวนมากที่มีความสามารถและเงินทุนเพียงพอที่จะไปต่างประเทศ และเติบโตเป็นธุรกิจระหว่างประเทศได้ แต่กลับไม่ยอมไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะไม่ต้องการเสียภาษีซ้ำซ้อน ทั้งที่ต่างประเทศ และยังต้องเสียภาษีในไทยเมื่อนำเงินกลับเข้ามาอีก ซึ่งเป็นการเสียภาษีสองต่อ

การปรับโครงสร้างด้านภาษีจากการควบรวมกิจการ ระบบภาษีปัจจุบันมีกฎหมายการควรรวมกิจการ (Amalgamation) การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) การโอนกิจการบางส่วน (PBT) แต่ความชัดเจน "ไม่ดีพอ" ขาดความเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงาน มีขั้นตอนที่ซับซ้อน และยังมีต้นทุนในการดำเนินการสูงอยู่

"รัฐควรให้การสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีกอย่างชัดเจน เพราะภาคค้าปลีกเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้มีความเข้มแข็งด้วยการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง แต่หากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มจะทำให้ขยายตัวทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก"

โดยรัฐบาลต้องทำหน้าที่เจรจาในระดับจีทูจี (G2G) กับรัฐบาลในกลุ่มอาเซียนเพื่อสนับสนุนผู้ค้าปลีกไทยไปลงทุนในประเทศดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากหากภาคเอกชนแต่ละบริษัททำการเจรจาเอง มักจะดำเนินการได้ลำบาก และไม่สามารถโน้มน้าวนักลงทุนได้อย่างมีนัยเท่ากับการที่รัฐบาลเป็นผู้เจรจา

นอกจากนั้น การที่ผู้ค้าปลีกไทยสามารถไปขยายธุรกิจในอาเซียน นั่นหมายถึง จะมีผู้ประกอบซัพพลายเออร์ตามไปขยายธุรกิจด้วยอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นเรือธงในการสร้างสินค้า Thailand Brand ขยายสู่สากล โดยกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นศูนย์กลางประสานและส่งเสริมการลงทุนของภาคธุรกิจไทยในอาเซียน เพื่อบุกตลาดอาเซียน ในลักษณะวันสต็อปเซอร์วิสเช่นเดียวกับเจโทร (JETRO) ของญี่ปุ่น

ลุยลงทุนดันธุรกิจโต

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกที่ผ่านมา "ชะลอตัว" โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุ จีดีพีประเทศไทย ติดลบ 0.6% ส่วนภาพรวมดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยครึ่งปีแรก ขยายตัว 4.6% เป็นผลจากปัญหาการเมือง ส่งผลบรรยากาศการจับจ่ายไม่เอื้ออำนวย ผู้บริโภคชะลอการใช้เงินอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้าหมวดคงทน "หดตัว" โดยเติบโตเพียง 4.5% จากปีก่อนเติบโต 8.5% หมวดสินค้ากึ่งคงทน เติบโต 3.0% และสินค้าไม่คงทน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน เติบโต 5% สะท้อนถึงกำลังซื้อในระดับผู้บริโภคระดับรายได้ต่ำและเกษตรกรที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การบริโภคไม่ฟื้นตัว หนี้สินของครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูง

"สมาคมฯ ประเมินว่าภาคเอกชนยังคงขยายตัว แม้อุปสงค์ในประเทศได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายของประชาชนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก แต่ภาคค้าปลีกยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ในทิศทางสวนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย คาดปีนี้เติบโต 6-7%"

โดยผู้ประกอบการแต่ละรายขยายการลงทุนต่อเนื่องทำให้ภาพรวมค้าปลีกเติบโต ประกอบด้วย คอนวีเนี่ยนสโตร์ เติบโต 7% ซูเปอร์มาร์เก็ต 3.5% ซูเปอร์เซ็นเตอร์ 3.5% ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ 3% กลุ่มร้านค้าเฉพาะอย่าง หรือ สเปเชียลตี้สโตร์ 4.5%

"ค้าปลีก" เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มูลค่าคิดเป็น 14% ของจีดีพีประเทศมูลค่า 12 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 2 รองจากภาคอุตสาหกรรม โดยสมาคมฯ ประเมินว่าดัชนีการบริโภคในภาคค้าปลีกมีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท หรือประเมินผ่านยอดขายสมาชิกสมาคมฯ มีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท