ฟ้องชดใช้พันล.น้ำมันดิบรั่วทำลายหาดเสม็ด

ฟ้องชดใช้พันล.น้ำมันดิบรั่วทำลายหาดเสม็ด

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวฟ้องแพ่งพีทีที โกลบอล เคมิคอลเรียกพันล้านชดใช้ เหตุน้ำมันดิบรั่วปี56ทำลายชายหาดเสม็ด

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นางสุจารี เจริญผลอุปนายก สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวหมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ซึ่งมีสมาชิกกว่า 70 ราย ได้ยื่นฟ้องบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด( มหาชน) ของปตท.เป็นจำเลย เรื่องละเมิด และความผิดตามพ.ร.บ.ส่งเสริม และรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมพ.ศ. 2535 เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 1,000 ล้านบาท

โดยโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า โจทก์เป็นสมาคมของกลุ่มเจ้าของ ผู้จัดการ ตัวแทนโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สถานบันเทิง บริษัทนำเที่ยว ผู้ประกอบอาชีพท่องเที่ยว ร้านค้าขายของที่ระลึกในหมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง มีสมาชิก 70 ราย ประกอบกิจการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและมีวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนประสานงานกับหน่วยงานของรัฐเมื่อพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือรับแจ้งว่ามีภยันตรายแก่เกาะเสม็ดจากสิ่งแวดล้อม เมื่อเกิดความเสียหายใดๆ สมาคมฯก็จะเป็นตัวแทนดำเนินคดีแทนสมาชิก ส่วนจำเลย เป็นบริษัทมหาชน

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.56 ขณะเรือบรรทุกน้ำมันของจำเลย ได้ถ่ายน้ำมันดิบผ่านทุ่นรับน้ำมันมายังโรงกลั่นน้ำของจำเลย และเกิดเหตุท่อรับน้ำมันดิบรั่ว ห่างจากชายฝั่งมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 20 กิโลเมตร อันเกิดจากความประมาทของจำเลยซึ่งไม่ตรวจสอบประสิทธิภาพของท่อส่งน้ำมันให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ และหลังจากน้ำมันดิบรั่วแล้ว พนักงานของที่ควบคุมการขนถ่ายน้ำมันดิบจากเรือ ก็ไม่ดำเนินการตัดวาล์ว ทำให้น้ำมันดิบกว่า 5 หมื่นลิตร รั่วไหลลงสู่ทะเล จ.ระยอง จำเลยก็ไม่ดำเนินการแก้ไขเก็บกู้อย่างถูกต้องทันท่วงที เพราะใช้ทุ่นล้อมน้ำมันดิบขนาดสั้นมาก ทุ่นบางอันก็ขาดบางอันก็จมน้ำ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ น้ำมันดิบจึงไหลกระจายเป็นบริเวณกว้างกว่า 2 กิโลเมตร ยาว 8 กิโลเมตร ต่อมาวันที่ 29 ก.ค.56 เกิดคลื่นลมแรง น้ำมันดิบจึงไหลทะลักเข้าบริเวณชายหาดอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ยาว 600 เมตร

หลังจากนั้น จ.ระยอง ได้ประกาศให้เกาะเสม็ดเป็นเขตภัยพิบัติทางทะเล นายอนันต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทของจำเลย ได้มีหนังสือแจ้งน้ำมันรั่วไหลในทะเลไปยัง กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(กลต.) แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ และได้ใช้สารเคมี 2 ชนิด เพื่อกำจัดคราบน้ำมันดิบ โดยไม่แจ้งต่ออุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า - หมู่เกะเสม็ดโดยไม่คำนึงว่า เป็นพื้นที่เขตอ่อนไหวทางธรรมชาติ ซึ่งสารเคมีที่ใช้มีผลต่อปะการัง สัตว์ทะเล ระบบนิเวศ ทั้งในระยะสั้นระยะยาว โดยจำเลยไม่เคยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เพิ่มจุลินทรีย์ จัดฝึกอบรมพร้อมรับมือต่อภัยพิบัติ หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจำเลยไม่เคยให้ข้อมูลการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน จึงไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของจำเลยได้ โจทก์ทราบจากนักวิชาการสิ่งแวดล้อมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความเสียหาย ด้านต่าง ๆ เสียหายไม่ต่ำกว่า1พันล้านบาท และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน10ปี แม้ชายหาดจะถูกทำความสะอาด แต่การฟื้นฟูทางระบบนิเวศต้องดำเนินต่อไป

โดยความเสียหายดังกล่าว ส่งผลให้กระทบรุนแรงเป็นลูกโซ่ จนนักท่องเที่ยวเกิดอาการหวาดกลัว ยกเลิกการมาเที่ยวเกือบหมดลดลงร้อยละ 50 ทำให้โรงแรม ร้านค้า ที่พัก รถโดยสาร ผู้ค้า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ซ้ำยังส่งผลเสียหายแกแนวปะการัง ที่อ่าวปลาต้ม อ่าวน้อยหน่า นกและปลาตายจำนวนมาก เกิดการสะสมของสารปรอท และอื่นๆ ดังนั้นโจทก์จึงต้องฟ้องเรียกค่าเสียหาย และให้จำเลยจัดทำแผนแก้ไขปัญหาสิ่งปนเปื้อนในระยะสั้น ระยะยาว และทำแผนมาตรการป้องกันน้ำมันรั่วไหล

ทั้งนี้ ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นคดีหมายเลขดำ สว.7/2557 โดยนัดพิจารณาคดี ในวันที่ 22 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น.

ด้านนางสุจารี เจริญผล อุปนายกสมาคม กล่าวว่า เคยเข้าไปเจรจากับผู้แทนปตท.หลายครั้ง แต่ยังไม่มีอะไรชัดเจน จึงเรียกประชุมสมาชิกแล้วมีมติให้ฟ้องปตท. เพื่อเรียกค่าเสียหาย จะได้นำมาแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมต่อไป