มือ เท้า ปากระบาด7เดือนป่วยกว่า3หมื่นราย

มือ เท้า ปากระบาด7เดือนป่วยกว่า3หมื่นราย

สธ.ประกาศเตือนโรคมือ เท้า ปากระบาด ระบุ7เดือนแรกป่วยกว่า3หมื่นราย แนะพ่อแม่สอนลูกล้างมือก่อนกิน-หลังขับถ่าย

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้ออกประกาศตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2557 เรื่อง แจ้งเตือนโรคมือ เท้า ปากระบาด เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่เป็นฤดูระบาดของโรคมือ เท้าปากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม และในปีนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มการระบาดมากกว่าปีก่อนๆ รวมทั้ง หลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ก็มีแนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลเฝ้าระวังโรคจากทุกจังหวัดในประเทศไทยของสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ 1 ม.ค.-20 ก.ค..2557 พบผู้ป่วย 34,834 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต และยังไม่พบการระบาดรุนแรงในประเทศไทย กลุ่มอายุที่พบส่วนใหญ่ คือ เด็กเล็กช่วงอายุต่ำกว่า 1- 3 ปี พบมากในศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ตราด 179.54 ต่อแสนประชากร ระยอง 165.33 ต่อแสนประชากร เชียงราย 120.51 ต่อแสนประชากร ประจวบคีรีขันธ์ 101.38 ต่อแสนประชากร และจันทบุรี 99.95 ต่อแสนประชากร

“การระบาดเนื่องจากปัจจุบันทุกโรงเรียนซึ่งจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเสี่ยงของโรคได้เปิดทำการทุกแห่งและเป็นช่วงฤดูฝน ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์และเอื้อต่อการเกิดโรค โดยในสภาวะอากาศที่เย็นลงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กอ่อนแอลง และเจ็บป่วยง่ายขึ้น รวมถึง เด็กจะอยู่รมกันในอาคารเป็นส่วนใหญ่ มีการทำกิจกรรมและเล่นของเล่นร่วมกันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้ง่าย”นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ในการป้องกันโรค พ่อแม่ควรแนะนำสุขอนามัยส่วนบุคคลแก่บุตรหลาน โดยเฉพาะการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหารหรือก่อนรับประทานอาหารและหลังขับถ่าย ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ไม่พาเด็กเล็กไปในที่แออัด หากบุตรหลานมีอาการป่วยที่สงสัยโรคมือ เท้า ปากให้พาไปพบแพทย์ สำหรับโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็ก ควรดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะของสถานที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ในห้องเรียน ห้องครัว ภาชนะใส่อาหาร รวมทั้งห้องน้ำ ห้องส้วม อาคารสถานที่ เครื่องเล่น หรืออุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ

รวมทั้งการกำจัดอุจจาระให้ถูกต้องและล้างมือบ่อยๆ ,จัดหาอุปกรณ์ให้นักเรียนได้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องส้วม ,หากพบผู้ป่วยในห้องเรียนเดียวกันมากกว่า 2 คน ภายใน 1 สัปดาห์อาจพิจารณาปิดห้องเรียน แต่ถ้ามีผู้ป่วยมากกว่า 1 ห้อง ควรพิจารณาปิดศูนย์เด็กเล็ก/โรงเรียน/สถานศึกษาชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน เพื่อทำความสะอาดและลดโอกาสการแพร่กระจายของโรค และสิ่งสำคัญที่โรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กควรให้ความสำคัญ คือ การแนะนำครู เรื่อง โรค มือ เท้า ปาก และอนามัยส่วน บุคคล และเตรียมการกรณีเกิดการระบาดในโรงเรียน

อนึ่ง ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) พบเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น และมีหลากหลายสายพันธุ์สำหรับสายพันธุ์ที่ก่อโรคมือ เท้า ปาก ได้แก่ คอกซากี่ A, B และเอนเทอโรไวรัส 71 ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการป่วย หรืออาจพบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น โดยจะปรากฏอาการดังกล่าวอยู่ 3-5 วัน แล้วหายได้เอง หรือมีอาการไข้ ร่วมกับตุ่มพองเล็กๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก โดยตุ่มแผลในปาก ส่วนใหญ่พบที่เพดานอ่อนลิ้น กระพุ้งแก้ม เป็นสาเหตุให้เด็กไม่ดูดนม ไม่กินอาหารเพราะเจ็บ อาจมีน้ำลายไหล ในบางรายอาจไม่พบตุ่มพองแต่อย่างใด แต่บางรายจะมีอาการรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อจาก Enterovirus 71 อาจมีอาการทางสมองร่วมด้วย ส่วนที่รุนแรงมากจนอาจเสียชีวิตจะมีอาการอักเสบส่วนก้านสมอง อาการหัวใจวาย และ/หรือมีภาวะน้ำท่วมปอด

การแพร่ของโรค เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากโดยตรง โดยเชื้อจะติดมากับมือ ภาชนะที่ใช้ร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือของเล่น ที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง แผลในปาก หรืออุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ทั้งนี้ เชื้ออาจอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยได้เป็นเดือน ทำให้ผู้ป่วยยังคงสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ ระยะฟักตัวโดยทั่วไป เริ่มมีอาการป่วยภายใน 3 - 5 วันหลังได้รับเชื้อ การรักษาใช้แบบประคับประคองเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ หรือยาทาแก้ปวดในรายที่มีแผลที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม ควรเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้เป็นระยะ ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ ดื่มน้ำ น้ำผลไม้ และนอนพักผ่อนมากๆ แต่ในกรณีผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน เช่น รับประทานอาหารหรือนมไม่ได้ มีอาการสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะปอดบวมน้ำ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ จำเป็นต้องให้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ