กลุ่มอสังหาฯยื่นคสช.แก้ปัญหาราคาเหล็ก

กลุ่มอสังหาฯยื่นคสช.แก้ปัญหาราคาเหล็ก

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง-เล็ก เตรียมยื่นจดหมายถึง คสช. หลังราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้น

นายนิธิ ตากวิริยะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สรรสิ่งดี และนายธนยศ อมกฤตวาริน รองประธานกรรมการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Modern Housw Property เปิดแถลงข่าว โดยระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายขนาดกลางและขนาดเล็ก ต้องประสบปัญหาต้องซื้อเหล็กในราคาสูงขึ้นต่อเนื่องสวนทางกระแสราคาเหล็กโลกที่ลดลง หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการป้องกันการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อน ชนิดม้วนและไม่เป็นม้วน ตามประกาศของกรมการค้าต่างประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งทำให้ราคาเหล็กในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจาก 20 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนธันวาคม 2556 มาอยู่ที่ 21 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนมกราคม 2557 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ราคาเหล็กในประเทศขึ้นมาอยู่ที่ 23.3 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาเหล็กรีดร้อนในต่างประเทศยังมีราคาเสนอขายประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ห่างกันประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ผู้ประกอบการรับการแตกต่างของราคาประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของกรมการค้าต่างประเทศ เป็นไปเพื่อเอื้อเฟื้อประโยชน์ต่อบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เพียง 2 รายในประเทศและเป็นจุดเริ่มต้นของการผูกขาดการตั้งราคาเหล็กในตลาด ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถกำหนดราคาที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด และยังมีราคาเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กปีละ 3 ล้านตัน ผลจากราคาเหล็กที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่ใช้เหล็กโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ใช้ถึงร้อยละ 30 วัสดุในการก่อสร้างในภาพรวม การที่ราคาเหล็กผกผัน ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถคำนวณราคาอสังหาริทรัพย์ที่คุ้มทุนได้ จึงอาจต้องประเมินราคาเพื่อประกันความเสี่ยงไว้สูงกว่าความเป็นจริง จนกระทบกับผู้บริโภค และหากสถานการณ์ยังต่อเนื่องเช่นนี้ไปอีก ในอนาคตอาจมีผู้รับเหมาใช้วิธีลดต้นทุนโดยการลดสเปกเหล็ก มีผลต่อความปลอดภัยของผู้อาศัย และหลายโครงการก่อสร้างต้องหยุดชะงักเพราะขาดทุนดำเนินงานหรือคำนวณแล้วว่า สร้างเสร็จก็ไม่คุ้มทุน ทำให้มีการทิ้งงานตามมาได้

ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเดือดร้อน จะยื่นจดหมายถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 8 สิงหาคมนี้ เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบการพิจารณาออกมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และยุติธรรมต่อองค์กรธุรกิจทุกหน่วยในสังคม