BAY_Note_2804757

BAY_Note_2804757

แนะนำขายราคาเหมาะสมปี 58 =40บาท

กำไรครึ่งปี 57 หดตัว 4% คาดจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

• 2Q57 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14%YoY และ 6%QoQกำไรครึ่งปีหดตัว 5%

• สินเชื่อครึ่งปี 57 ขยายตัว 2.6%QoQ และ 0.3%YTD คุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว

• คงคำแนะนำ“ขาย”ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 ที่40 บาท

ประเด็นสำคัญในการลงทุน:

2Q57 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14%YoY และ 6%QoQ กำไรครึ่งปีหดตัว 5% : ในช่วง 2Q57 มีกำไรสุทธิ 3,460 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 14%YoY และ 6%QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการเติบโตของสินเชื่อ และการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมบริหารความมั่งคั่ง กองทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งมีการตั้งสำรองหนี้พิเศษใน 2Q56 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)ปรับดีขึ้นเป็น 4.31% จาก 4.22% ใน 1Q57 เนื่องจากต้นทุนการเงินลดลง ทั้งนี้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio)ลดลงต่อเนื่องเหลือ 49.2% จากระดับ 50.1% ใน 1Q57 กำไรครึ่งปี 57 เท่ากับ 6,727ล้านบาทลดลง 5%YoY โดยคิดเป็น 48% ของประมาณการทั้งปีที่ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรงตัวใกล้เคียงกับกำไรปี 56 ซึ่งฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการตามเดิมจากที่เชื่อว่าปัจจัยฤดูกาลจะสนับสนุนให้ผลประกอบการครึ่งปีหลังฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก

สินเชื่อครึ่งปี 57 ขยายตัว 2.6% QoQ และ 0.3%YTD คุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว:สินเชื่อสิ้นเดือน มิ.ย. 57 อยู่ที่ 9.5 แสนล้านบาท ขยายตัว 0.3%YTD จากการเติบโตของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อ SME ที่มีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ยังหดตัวจากการชำระคืนเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งผู้บริหารคาดว่าความต้องการสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยด้านฤดูกาลสนับสนุนความต้องการสินเชื่อ จึงคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 7-9% ด้านคุณภาพสินทรัพย์ทรงตัวจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPL) ออกไปจำนวน 1,260 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ต่อสินเชื่อรวมลดลงเหลือ 2.92% จากระดับ 3% ไตรมาสแรกแต่ยังสูงกว่าระดับ 2.7% ณ ปลายปี 56และอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อ NPL (Coverage Ratio) ทรงตัวที่ระดับ 134.3% ซึ่งตํ่ากว่าระดับ 145% เมื่อปลายปี 56

คงคำแนะนำ“ขาย”ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 ที่40 บาท: ธนาคารมีฐานะเงินกองทุนตามเกณฑ์ BASEL III เท่ากับ14.2% โดยมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) อยู่ที่ 10.3% อยู่ในระดับเพียงพอต่อการขยายธุรกิจทั้งนี้กระบวนการควบรวมกิจการกับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่น่าจะใช้เวลาทั้งปี 57 ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานในปี 58 อยู่ในรูปแบบใหม่หลังปรับโครงสร้างฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 ซึ่งอิง ProspectP/BV ที่ระดับ 1.7 เท่าที่ Keที่ 9% ได้เท่ากับ 40 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ขาย”ทั้งนี้ สภาพคล่องในการซื้อขายลดลงเห็นได้จากอัตราส่วน free float ที่ตํ่าเพียง 28%