หวั่นแบงก์แข่งเงินฝากดุ

หวั่นแบงก์แข่งเงินฝากดุ

นักลงทุนกังวลกลุ่มแบงก์แข่งขันด้านเงินฝากแรงฉุดส่วนต่างดอกเบี้ย หลังเห็นหลายธนาคารเริ่มออกโครงการเงินฝากพิเศษ

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หลังจากที่ธนาคารเริ่มออกโครงการเงินฝากพิเศษ นักลงทุนและตลาดเริ่มมีความกังวลว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (NIM) ในช่วงไตรมาส 3/2557 จะลดลง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่า โครงการเงินฝากดอกเบี้ยสูง ซึ่งเริ่มในช่วงไตรมาส 3/2556 และไตรมาส 1/2557 กำลังจะจบ จะช่วยลดผลกระทบของโครงการเงินฝากพิเศษในช่วงไตรมาส 3/2557

ขณะเดียวกัน เชื่อว่าสงครามเงินฝากจะยังไม่เกิดขึ้นจากสินเชื่อที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและการแข่งขันด้านเงินฝากจากธนาคารเฉพาะกิจที่ลดลง อีกทั้งกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ยังไม่มีความจำเป็นด้านเงินทุน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการขึ้น เพราะมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคาร โดยเฉลี่ยแล้วได้ปรับประมาณการกำไรกลุ่มธนาคารขึ้น 3% สำหรับปี 2557-2559 เนื่องจากการดำเนินงานที่ดีของกลุ่มธนาคารและต้นทุนทางการเงินที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังปี 2557

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มธนาคารภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิเคราะห์ มีผลประกอบการรวม 4.74 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาส 2/2557 โดยการดำเนินงานและคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้นของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และงบดุลของกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ที่แย่ลง จากสินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวและรายได้ภาคการเกษตรลดลง อย่างไรก็ตาม ได้ปรับประมาณการขึ้นราว 3% จากเดิมเพื่อสะท้อนส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (NIM) สินเชื่อเอสเอ็มอี และรายได้ค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าการฟื้นตัวจะเร็วขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2557

เขากล่าวเพิ่มว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีความเสี่ยงสำคัญคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเมือง, อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก และกฎเกณฑ์ของกลุ่มธนาคารที่เข้มงวดขึ้น

ด้านการเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ตั้งแต่การประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2557 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. พบว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ส่วนมากปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับลดลงมากสุดคือธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) ที่ดัชนีตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.-24 ก.ค. ปรับลดลง 7.65% และธนาคารทหารไทย ที่ราคาหุ้นปรับลดลง 1.38% ขณะที่หุ้นธนาคารกรุงไทย ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน เพิ่มขึ้น 5.49% และธนาคารกรุงเทพ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 3.84%

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานตัวเลขเงินให้สินเชื่อสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทยเดือนมิถุนายน 2557 อยู่ที่ 9.62 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.16 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า หรือเติบโต 6.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินให้กู้ยืมอยู่ที่ระดับ 11.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.78 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า หรือเติบโต 5.27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 3 คาดว่า ธนาคารพาณิชย์คงหันมาออกแคมเปญเพื่อระดมเงินฝากกันอย่างหนาแน่นขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารให้เติบโตสอดคล้องกับความก้าวหน้าของสินเชื่อ พร้อมๆ กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้าไว้กับธนาคารสำหรับต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ซึ่งในที่สุดแล้วก็น่าจะช่วยหนุนให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจหลักและไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินให้สินเชื่อสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทยเดือนมิ.ย. 2557 อยู่ที่ 9.62 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.16 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า หรือเติบโต 6.38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินให้กู้ยืมอยู่ที่ระดับ 11.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.78 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า หรือเติบโตขึ้น 5.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน