หุ้นลูกช.การช่างวิ่งดันมูลค่าพุ่ง3หมื่นล.

หุ้นลูกช.การช่างวิ่งดันมูลค่าพุ่ง3หมื่นล.

"ช.การช่าง" รับอานิสงส์ราคาหุ้นบริษัทลูก ซีเคพาวเวอร์-บีเอ็มซีแอล-ทางด่วนกรุงเทพ-น้ำประปา ปรับตัวเพิ่มขึ้น

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มช.การช่างในรอบเดือนก.ค. พบว่า ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นยกกลุ่ม โดยหุ้นช.การช่าง (CK) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.96% หุ้นบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMLC) 21.01% หุ้นซีเคพาวเวอร์ (CKP) 39.06% หุ้นทางด่วนกรุงเทพ (BECL) 2.67%

จากการโทรศัพท์ไปสอบถามผู้บริหารบริษัทช.การช่าง เพื่อสาเหตุของราคาหุ้นเพิ่มขึ้นแรงนั้น ได้รับคำตอบว่าอยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่สะดวกที่จะตอบคำถาม

ขณะที่ บล.ธนชาต กล่าวว่า การที่ราคาหุ้นช.การช่าง ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายเรื่อง ได้แก่ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับผลดีเชิงนโยบายจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นมีงบลงทุนเร่งด่วนประมาณ 1.1 แสนล้านบาทในระยะ 12-15 เดือนข้างหน้าอยู่ดี แม้โครงการระยะกลาง-ยาว ยังไม่ชัดเจน การคาดการณ์กำไรกลับมาฟื้นตัวในปีหน้าที่ 1.2 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13%

เมื่อพิจารณาในทางเทคนิค ราคาหุ้นพักฐานเกือบ 2 เดือน ขณะที่ราคาหุ้นลูก ได้แก่ บริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน บริษัทซีเคพาวเวอร์ บริษัททางด่วนกรุงเทพ และบริษัทน้ำประปาไทย ส่งผลให้มูลค่าการถือครอง ที่ถือหุ้นบริษัทลูกเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของมูลค่าตลาดรวม (MARKET CAP) ของบริษัทช.การช่าง

ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นซีเคพาวเวอร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 35% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนล่าสุดเกินราคาเป้าหมายในระยะสั้น นักลงทุนอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าลงทุน

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า การซื้อขายปัจจุบันได้เริ่มสะท้อนความคาดหวัง จากโครงการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งอยู่ในแผนของบริษัท ได้แก่ โครงการน้ำบาก 1 ที่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และโครงการไซยะบุรี ที่ยังไม่ได้โอนสัดส่วนจากกลุ่มช.การช่าง หากรวมมูลค่าดังกล่าว ราคาเป้าหมายระยะยาวจะอยู่ที่ 20.80 บาท

"เราประเมินมูลค่าโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว ได้แก่ โครงการน้ำงึม 2 (NN2, ถือสัดส่วน 42%) ในประเทศลาว โครงการโซล่าร์ฟาร์ม 3 โครงการ (BKC ถือสัดส่วน 100%, CRS และ NRS ถือสัดส่วน 30%) และโครงการโรงไฟฟ้า SPP CO-GEN 1 โครงการ (BIC 1, ถือสัดส่วน 65%) ที่เปิดดำเนินการในเดือนมิ.ย.2557

อีกทั้งเรายังได้รวมมูลค่าโครงการ BIC 2 ซึ่งเป็นส่วนขยายของโครงการ BIC 1 ไว้เช่นกัน โครงการดังกล่าวมีแผนที่จะเปิดผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.2560 ปัจจุบันอยู่ระหว่างหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่คาดจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และเริ่มก่อสร้างในปี 2558" นักวิเคราะห์กล่าว

เขากล่าวว่า โครงการยังไม่ถูกรวม และยังไม่ได้รวมมูลค่าเพิ่มจากโครงการน้ำบาก 1 (NB1) ที่อยู่ระหว่างการเจรจา และโครงการไซยะบุรี (XPCL) ที่ได้สิทธิ์ในการซื้อสัดส่วน 37.5% จากกลุ่ม CK โดย NB1 เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 160 เมกะวัตต์ ในประเทศลาว NN2 ถือหุ้นโดย CKP 42% อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐบาลลาว คาดจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ และเปิดผลิตในปี 2561 บนสมมติฐานอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) 10% มูลค่าโครงการ 15,000 ล้านบาท โครงนี้จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ประมาณ 0.8 บาทต่อหุ้น

ส่วน XPCL เป็นโครงการเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 1,285 เมกะวัตต์ ในประเทศลาว ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างมีแผนจะเปิดผลิตในปี 2562 บนสมมติฐาน IRR 7% มูลค่าโครงการ 115,000 ล้านบาท โครงนี้จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ประมาณ 5.1 บาทต่อหุ้น UPSIDE จากโครงการ SPP และพลังงานทดแทน

ดังนั้นผ่านวิเคราะห์ จึงมองเห็นโอกาสเพิ่มกำลังผลิตในประเทศของ CKP หาก กฟผ. เปิดให้ยื่นข้อเสนอก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP ในประเทศ รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เราคาดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ จะมีความชัดเจนในครึ่งหลังปีนี้ และการเปิดรับข้อเสนอน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2558

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินเบื้องต้นหาก CKP ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP 120 MW ทุกๆ 1 โรง ด้วยสัดส่วน 65% IRR 12% เริ่มผลิตปี 2566 จะเพิ่มมูลค่าให้กับ CKP 0.34 บาทต่อหุ้น ส่วนความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคาด ความผันผวนของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ปริมาณน้ำในเขื่อน NN2 และความล่าช้าของการก่อสร้างของโครงการต่างๆ รวมถึงมูลค่าการลงทุนในโครงการไซยะบุรี ที่สูงมากอาจนำไปสู่การเพิ่มทุนในอนาคต

รายงานข่าวจากสำนักงานก.ล.ต.ระบุว่าผู้บริหารบริษัทซีเค พาวเวอร์ได้รายงานขายหุ้นดังนี้ นางสาวปาริฉัตร โอทยากุล รายงานขาย 26,500 หุ้นที่ราคา 13.50 บาท นายวรท ศักดิ์สุจริต จำนวน 110,000 หุ้น ราคา 14 บาท

สำหรับผลประกอบการของ ช.การช่าง ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 365.06 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิที่ 5,070 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิลดลงจำนวน 4,705 ล้านบาท คิดเป็นการปรับลดลง 92.8%

สาเหตุที่ไตรมาสแรกปี 2557 บริษัทมีกำไรสุทธิลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกปี 2556 บริษัทรับรู้กำไรจากการขายหุ้นบางส่วนของบริษัทน้ำประปาไทย(TTW) จำนวน 2,203 ล้านบาท และรับรู้กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่เหลืออยุ่ ณ วันเปลี่ยนสถานะจำนวนเงินประมาณ 3,822 ล้านบาท แต่หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้นและกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมดังกล่าว กำไรไตรมาส 1 ปี 2556 จะใกล้เคียงกับกำไรในไตรมาส 1 ปี 2557