คนเมือง-เด็กก่อนวัยเรียน เสี่ยงภูมิแพ้

คนเมือง-เด็กก่อนวัยเรียน เสี่ยงภูมิแพ้

แพทย์ชี้ 'คนเมือง-เด็กก่อนวัยเรียน' เสี่ยงเป็น 'โรคภูมิแพ้' แนะสังเกตอาการ-พบผู้เชี่ยวชาญ-ดูแลสุขภาพ

แพทย์เผยโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ “ภูมิแพ้ผิวหนัง” และ “ภูมิแพ้ทางจมูก” เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบมากที่สุด ในกลุ่มคนเมืองและเด็กก่อนวัยเรียน ชี้คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคนี้มากขึ้นในอายุที่น้อยลง

เพื่อชักชวนให้คนไทยใส่ใจในการดูแลสุขภาพ บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำจากอังกฤษ ร่วมกับบริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK และโรงพยาบาลพญาไท จัดงานประชุมวิชาการ "Healthcare Campaign" ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “Total Allergy Care Innovation” ห่างไกลโรคภูมิแพ้แบบครบวงจร โดยเชิญพญ.ประณีต สัจจเจริญพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และผศ.นพ.กิติ ขนบธรรมชัย หัวหน้าแผนก หู คอ จมูก จากโรงพยาบาลพญาไท 2 มาบรรยายให้ความรู้เรื่องปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและภูมิแพ้จมูกแก่เภสัชกรร้านบู๊ทส์สำหรับให้คำปรึกษากับผู้บริโภค ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้

พญ.ประณีต สัจจเจริญพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผยว่า “โรคภูมิแพ้ เป็นการตอบสนองอย่างมากผิดปกติของร่ายการต่อสารกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช สารเคมี ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ จนร่างกายเกิดการตอบสนองไวกว่าปกติ เช่น เวลาสัมผัสความเย็น ความกดอากาศต่ำ ฝน หรือความชื้น ซึ่งสาเหตุของโรคภูมิแพ้มี 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น สารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง

โดยโรคภูมิแพ้แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) ภูมิแพ้ทางจมูก 2) ภูมิแพ้ผิวหนัง 3) ภูมิแพ้ทางตา 4) ภูมิแพ้ชนิดรุนแรง โดย “ภูมิแพ้ผิวหนัง” และ“ภูมิแพ้ทางจมูก” เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบมากที่สุดในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนที่ยังมีภูมิต้านทานต่ำและกลุ่มคนเมืองที่เผชิญกับปัจจัยด้านเสี่ยงมลภาวะต่าง ๆ ทั้งฝุ่น ควัน คนทำงานออฟฟิศที่สถานที่ทำงานมีอากาศไม่ค่อยถ่ายเท ระบบแอร์ พรม พร้อมเผยแนวโน้มว่าคนไทยจะเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นในอายุที่น้อยลง ซึ่งการเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง ทั้งการเรียน การทำงาน รบกวนการทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ต้น อาการที่เป็นมักจะรุนแรงขึ้นและอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น โรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ ซึ่งเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก”

โดยพญ.ประณีต กล่าวว่า “โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง ประเภทผื่นผิวหนังอักเสบวิธีการสังเกตง่ายๆ คือจะมีลักษณะอาการคันและแดงตามตัว สำหรับคนที่มีผื่นแล้วควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ผื่นกำเริบมากขึ้น เช่น การสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อโรคทางผิวหนัง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น สบู่ ผงซักฟอก การอาบน้ำอุ่นมาก ๆ การแพ้อาหารหรือแพ้ไรฝุ่น และความเครียด”

สำหรับช่วงหน้าฝนที่หลายคนมักมีอาการจามและคัดจมูก จนทำให้เข้าใจว่าตัวเองเป็นหวัด จริง ๆ แล้วอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ทางจมูกซึ่งมีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน โดยผศ.นพ.กิติ ขนบธรรมชัย หัวหน้าแผนก หู คอ จมูก จากโรงพยาบาลพญาไท 2 มาไขข้อข้องใจว่า “โรคหวัดกับภูมิแพ้ทางจมูกนั้นแตกต่างกัน โดยโรคภูมิแพ้ทางจมูก เป็นโรคที่มีอาการอักเสบของเยื่อบุจมูกหรือตา ซึ่งเกิดจากการถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสร ไรฝุ่น ขนและรังแคของสัตว์ แมลงสาบ หรือเชื้อรา ซึ่งสามารถเกิดอาการขึ้นได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ วิธีสังเกตอาการหลัก ๆ มี 4 อย่าง คือ 1. จาม 2. คันจมูก 3. มีน้ำมูกใส 4. คัดแน่นจมูก ในขณะที่หวัดจะเป็นน้ำมูกเหลืองหรือข้นเขียว มีเสมหะ และมีอาการปวดจมูกหรือปวดหัว ดังนั้นผู้ป่วยควรสังเกตอาการของตนเองเบื้องต้นเพื่อหาหนทางรักษาโรคให้ตรงจุด”

ผศ.นพ.กิติ กล่าวต่อว่า “เมื่อสังเกตอาการแล้วควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจสอบโรคภูมิแพ้ โดยการตรวจสอบกับผิวหนัง หรือวิธีการเจาะเลือดไปตรวจ เพื่อรู้เท่าทันโรคที่ตัวเองเป็น หากรู้แล้วว่าเป็นโรคภูมิแพ้อะไรก็ควรหลีกเลี่ยงของที่แพ้ให้ได้มากที่สุด โดยสิ่งหลัก ๆ ที่คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยง คือ ฝุ่น ทั้งในระบบแอร์ พรม เครื่องนอนนุ่มๆ หลีกเลี่ยงการทิ้งอาหารในห้อง หมักหม่มทิ้งขยะ เพื่อห่างไกลจากแมลงสาบที่เป็นตัวเพาะเชื้อโรค พยายามอย่าให้มีของอับชื้นในบ้านและในห้องน้ำที่เป็นสาเหตุของเชื้อรา

สำหรับอาชีพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ชาวสวน หรือทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ก็ให้ใส่หน้ากากลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้” โดยผศ.นพ.กิติ ได้ให้คำแนะนำแนวทางการรักษาว่า “คนเป็นโรคภูมิแพ้ควรลดความเสี่ยงในการเผชิญกับสารก่อภูมิแพ้ และดูแลสุขภาพด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรค อยู่ในที่โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ออกกำลังให้เหงื่อออกเป็นประจำเฉลี่ยวันละครึ่งชั่วโมง พบผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ตรงจุด แค่นี้ก็ห่างไกลโรคภูมิแพ้แบบครบวงจรแล้วครับ”