อธิบดีค้าต่างประเทศ:โรดแมพแก้ปัญหาข้าว

อธิบดีค้าต่างประเทศ:โรดแมพแก้ปัญหาข้าว

อธิบดีค้าต่างประเทศ: โรดแมพแก้ปัญหาข้าว กับความเสียหายที่มองไม่เห็นจาก "จำนำทุกเมล็ด"

"กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศคนใหม่ ที่ต้องรับภาระดูแลจัดการสต็อกข้าว ซึ่งเป็นคำสัมภาษณ์ต่อเนื่องจากที่ตีพิมพ์ในฉบับวันเสาร์ที่ 26 ก.ค.2557 โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการชำระสะสางคดีจำนำข้าวที่เกี่ยวข้องกับกรมการค้าต่างประเทศ

O แผนการจัดการข้าวระยะยาวทำอย่างไร?

เรื่องการลดต้นทุนอาจเป็นแผนช่วงสั้นๆ เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเวลาสั้น แต่ในระยะยาวก็ได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้วคือการทำให้ชาวนาคิดใหม่ว่า แทนที่จะปลูกเพื่อเอาจำนวนมากๆ ให้เปลี่ยนเป็นการสร้างคุณภาพ สร้างแบรนด์ และไม่จำเป็นต้องส่งออกจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเป็นแชมป์โลก ไม่ต้องขายมาก ขายจำนวนน้อยแต่ได้มูลค่าก็ได้

เทรนด์ (แนวโน้ม ทิศทาง) คนสมัยนี้กินอะไรที่พิถีพิถันมากขึ้น ต้องการของดีมีคุณภาพมากขึ้น ตลาดที่ต้องการซื้อจำนวนมากๆ ก็ยังต้องรักษาไว้ แต่ตลาดคุณภาพก็ต้องมี ฉะนั้นต้องเร่งให้ความรู้ชาวนาเพื่อเปลี่ยนแนวคิดการผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

O ปัญหาทุจริตทำให้ภาพลักษณ์กรมการค้าต่างประเทศเสียหาย จะแก้ไขอย่างไร?

กวาดบ้านตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา มีความชัดเจน เพราะถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ต้องไม่กระดิก อันนี้ไม่เลี้ยงกัน จะว่าใจร้ายใจดี...อันนี้ไม่รู้ คือก็ให้โอกาสคน เพราะยังเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่เราไม่ได้มีเจตนา และไม่ได้มีพื้นฐานที่จะเป็นคนไม่ดี แต่สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พูดกันยาก แต่เราก็ต้องไปตั้งต้นกันใหม่

ทำงานกันด้วยความโปร่งใส จะโปร่งใส หัวต้องชัดเจนก่อน ต่อไปนี้ระบบงานทุกอย่างต้องชัด ตอบคำถามสังคมได้ มีเป้าหมายวิธีดำเนินการว่าจะทำอย่างไร ก่อนหน้านี้ทำอะไรไม่รู้ แต่จากนี้ไปทุกอย่างต้องมีเหตุผล ตอบให้ได้ อย่าให้ได้ยินมาว่ามีการเรียกร้องอะไร ถ้าได้ยินมา บอกให้รู้ไว้ก่อนว่าไม่มีการเมตตากับการทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ส่งสัญญาณตรงนี้ออกไป คุณก็ต้องคิดเอาจะว่าเอาอนาคตมาแลกหรือไม่

O เรื่องคดีความที่มีอยู่กับ ป.ป.ช. จะให้ความร่วมมืออย่างไร?

เต็มที่อยู่แล้ว ยินดีสนับสนุน เพราะเป็นเรื่องของราชการ ให้ความร่วมมือเต็มที่ และมีกระบวนการที่เดินอยู่แล้ว เราต้องดูกติกา มีกระบวนการใหญ่อยู่แล้วก็ทำไป ตอนนี้มีงานสองหน้า หน้าเก่าก็เคลียร์กันไป หน้าใหม่ก็ต้องเดินไป อย่างระบบที่คิดว่าควรจะเป็น ของเก่าต้องมีทีมเคลียร์ช่วยกันทำงาน ต้องดูสัญญาเก่าๆ ตอนนี้คงยังไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการอะไรภายในกรมขึ้นมาสอบสวนใหม่ เพราะมีกระบวนการใหญ่อยู่แล้ว

เราไม่ได้มีเจตนามาฆ่าแกงใคร เราต้องมาแบบแฟร์ ไม่ได้มีใจไปทำร้ายใคร ใครทำอะไรมาก็ต้องไปรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าจะไปล้างความผิดแต่ก็ไม่ไปซ้ำเติม

O สังคมมีความกังขา จะลดความเคลือบแคลงสงสัยนี้อย่างไร?

ถามก่อนว่าคลางแคลงอะไรบ้าง ที่ผ่านมาถ้าบอกว่าไอ้โน่นก็ลับ ไอ้นี่ก็ลับ ต่อไปต้องพูดกันชัดเจนว่าไม่มีลับ เรื่องขายข้าว เราจะไปขายที่ไหน ก็ตอบไปเลยว่าตลาดไหนที่หายไป ก็จะไปเอาคืนมา ไม่ได้พูดกับเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่พูดในรูปสมาคม ไม่ได้คุยกับบริษัทนั้น ไม่มีการรับคำสั่งใคร ขณะนี้มี นบข.ใหญ่ (คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว) และมีการตั้งคณะย่อย เช่น กรรมการระบาย และมีคณะทำงาน

ทุกวันจะมีการสื่อสารกัน ทำอะไรถึงไหนแล้ว ทุกช็อตต้องคืบหน้า คุยกันชนิดที่ว่าวันต่อวัน ก็มีความสบายใจว่า เขาไม่ได้มาบอกว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีใครมาสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ และคงสั่งให้ทำในสิ่งที่ผิดไม่ได้

O การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นจะวางกรอบอย่างไร?

หน่วยงานอื่น เช่น สำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาตั้งแต่ต้น เช่น คณะตรวจสต็อกข้าวที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธาน เรื่องการทำบัญชีก็มีกระทรวงการคลังเป็นประธานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นองค์กรที่อยู่ในกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้น รู้เห็นพร้อมกัน ทำงานกันมาเป็นทีมมาตั้งแต่ต้น พอมาถึงตรงนี้คือการระบายข้าว ต้องตามมาช่วยกัน

เมื่อมีคณะระบายข้าว (ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน) ก็ขอสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งรู้ดีเรื่องระเบียบจัดซื้อจัดจ้างมาร่วม เป็นพันธมิตรที่ดี กรมการค้าต่างประเทศก็ทำเรื่องการตลาดและประสานงาน โดยมีองค์กรเหล่านี้ในฐานะผู้ร่วมงานและเป็นผู้ตรวจสอบกรมไปด้วย ถ้าอะไรที่มีปัญหาก็ทักท้วงกันก่อน ไม่ต้องการให้ทำไปแล้วและมาบอกภายหลัง

พูดตรงๆ ไม่ได้ขอที่จะมา คือท่าน (คสช.และปลัดพาณิชย์) มอบหมายมา ท่านขอให้เข้ามา เรารู้ว่ามันเหนื่อยและมันก็เสี่ยง แต่เราจะไม่ทำงานแบบเสี่ยง เราไม่ได้มีเป้าหมายจะเอ็นจอยอะไร เหนื่อยแล้วต้องปลอดภัย เราต้องวางระบบการทำงานที่โปร่งใส มีคนเข้ามาเป็นพยานทุกขั้นตอน ก็พูดตรงไปตรงมา อย่างท่านฉัตรชัย (พล อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.) ก็บอกทุกสมาคมให้เข้ามา ใครให้ช่วยอะไรก็บอก เช่น สมาคมผู้ส่งออก บอกตลาดหลักหลายแห่งไปไม่ได้ แข่งไม่ได้ กรมฯก็ลงไปช่วยดูว่าจะจัดการอย่างไร

จากนั้นก็คุยกับคณะทำงานและระดับนโยบายว่าหลักการเป็นอย่างนี้ รับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็เดินต่อ ถ้ารับไม่ได้ก็จะแก้ไขใหม่ และจะแก้อย่างไร ทุกอย่างชัดเจน ไม่มีวาระซ่อนเร้น ทุกสลึงทุกบาททุกคนต้องเห็น คำนวณมาอย่างนี้ ราคาเป็นอย่างนี้ แน่นอนเอกชนทำงานต้องมีกำไรเอกชนมาเสี่ยง ถ้าไม่มีกำไรเขาอยู่ไม่ได้ก็ตาย กลไกก็เดินไม่ได้ พูดกันชัดๆ ไปเลย ต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าการตลาด กำไร พูดกันมาเลย แพ็คเกจนี้รัฐบาลโอเคหรือไม่ ถ้าโอเคก็เดินต่อ ถ้าไม่โอเคจะต่อรองอย่างไร

ขณะนี้เป็นภาพของความร่วมมือว่าอยากช่วยชาติ เพราะทุกคนรู้ว่าตอนนี้มันเสียหายมาเยอะ ไม่ควรจะมีอะไรเสียหายอีก ต้องช่วยกัน

O ความเสียหาย 5 แสนล้านบาทใครควรรับผิดชอบ?

ขอเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับกรมฯ เพราะวันแรกที่ได้ยินว่าจำนำหมื่นห้าทุกเมล็ด คิดแล้วว่าตอนนั้นมันจบชีวิตแล้ว จบแล้วข้าวไทยคือนึกออกเลยว่าอะไรจะตามมา จากการเริ่มต้นแบบนี้ แล้วมันไม่ผิดเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่นับกลางทาง เอาเฉพาะที่คิดทำอะไรที่ฝืนตลาดมากๆ มันคือภาระที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ไม่อยากคิด

สำหรับคนที่เคยอยู่กับข้าวมาพักใหญ่ รู้สึกเลยว่าความเสียหายจะมาเยือน กว่าจะสร้างตลาดได้ 30-40 ปี แต่จบและพังภายในไม่กี่ปีความเสียหาย 5 แสนล้าน คือ ตัวเลขที่คิดได้ แต่ที่คิดไม่ได้ คือ กลไกตลาด คิดดูว่าจะไปสร้างความสัมพันธ์ กว่าจะสร้างใหม่มันยากมาก

แบรนด์ข้าวไทยในสายตาโลก ซื้อเท่าไรจึงจะคืนมา ดิฉันเหลืออีก 2-3 ปี (เกษียณอายุราชการ) ถ้าไว้ใจก็จะพยายามทำให้กลับมาให้ได้ด้วยความจริงใจ โปร่งใส เจตนาดีกับบ้านเมือง และขอความร่วมมือทุกฝ่าย ซึ่งหวังว่าความเสียหายที่มองไม่เห็นนี้จะลดลง หวังว่าจะกลับคืนมาได้ส่วนการรับผิดชอบกับความเสียหาย ต้องเป็นไปตามกระบวนการ ใครทำผิดก็ต้องรับชดใช้