'อีซีบี'หวั่นการเมืองโลกฉุดเศรษฐกิจ

'อีซีบี'หวั่นการเมืองโลกฉุดเศรษฐกิจ

"อีซีบี" ยอมรับปัญหาการเมืองโลกเสี่ยงฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ ขณะที่ "ประสาร" ยืนยันแม้หุ้นไทยขึ้นแรงแต่ไม่น่าห่วง

การสัมมนาระดับสูงระหว่างผู้ว่าการธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EMEAP) หรือ อีเมียพ และผู้แทนจากกลุ่มธนาคารกลางในยุโรป ครั้งที่ 7 ที่กรุงเทพฯ วานนี้ (26 ก.ค.) ถือเป็นการเจรจาด้านนโยบายระดับสูงที่เป็นโอกาสให้กลุ่มผู้บริหารจากธนาคารต่างๆ จากทั้ง 2ภูมิภาคซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน และเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีต่อกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเจ้าภาพ และอยู่ในฐานะประธานอีเมียพในปัจจุบัน ในงานมีการหารือกันหลายหัวข้อ ครอบคลุมนโยบายการเงินของเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเกี่ยวกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และพูดถึงบทเรียนที่ได้จากวิกฤติการเงินในยูโรโซนที่มีความเกี่ยวข้องกับการรวมตัวด้านการเงินและการคลัง

สำหรับการประชุมปีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความคืบหน้าในการเอาชนะวิกฤติที่เกิดขึ้นในยูโรโซน และความไม่แน่นอนภายหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่ยังคงมีอยู่ ก่อเกิดปัญหาท้าทายอันสำคัญสำหรับกลุ่มธนาคารกลางที่เป็นสมาชิกอีเมียพและผู้บริหารธนาคารกลางในยุโรป

การเมืองโลกเพิ่มความเสี่ยงต่อ ศก.

นายวิเตอร์ คอนสแตนซิโอ รองประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม ถึงปัญหาการเมืองโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหรือไม่ โดยเขาบอกว่า เป็นเรื่องที่คาดเดาลำบากว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกอนาคตได้เช่นกัน

"ไม่มีใครรู้ว่าพัฒนาการของปัญหาจะเป็นไปอย่างไร จะใหญ่โตขึ้นมากแค่ไหน ซึ่งตรงนี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ หากกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นไปมากๆ ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย" นายวิเตอร์กล่าว

เล็งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคารเพิ่ม

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของอีซีบีในช่วงที่ผ่านมาที่ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 0.15% พร้อมทั้งลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจนติดลบ0.1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซนนั้น นายวิเตอร์ กล่าวว่า อีซีบีจะยังไม่มีมาตรการใดๆ เพิ่มเติมออกมา โดยจะขอติดตามดูผลของมาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อน

เมื่อถามว่า อีซีบีจะดำเนินการอย่างไรจากผลข้างเคียงของการดำเนินมาตรการดังกล่าวซึ่งทำให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น นายวิเตอร์ กล่าวว่าพันธกิจสำคัญของ อีซีบี ที่ได้รับมอบหมายมา คือ การดูแลเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 2% แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศยุโรปอยู่แค่ 0.5% เท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายอยู่มาก ทำให้อีซีบีจำเป็นต้องอัดฉีดเงินให้สู่ภาคธนาคารพาณิชย์เพื่อใช้ปล่อยกู้ให้กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในอนาคต อีซีบี จะมีเครื่องมือเพิ่มเติมที่สามารถนำมาใช้ดูแลในเรื่องนี้ได้ นั่นคือ มาตรการกำกับดูแลผ่านระบบสถาบันการเงิน (แมคโคร พรูเดนเชียล) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือน พ.ย.นี้

"อีซีบีมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคา ทำให้เงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2% ส่วนเรื่องราคาสินทรัพย์นั้น เนื่องจากไม่ได้รวมอยู่ในตะกร้าเงินเฟ้อ ทำให้ไม่ได้รับการดูแล แต่อย่างไรก็ตามในเดือน พ.ย.นี้ เราจะมีมาตรการใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ มาตรการ แมคโคร พรูเดนเชียล ซึ่งสามารถนำมาใช้ดูแลเรื่องเหล่านี้ได้" นายวิเตอร์กล่าว

ประเมินผลกระทบตลาดเกิดใหม่

ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การประชุมร่วมระหว่างผู้ว่าการธนาคารกลางในประเทศเอเชียแปซิฟิก และธนาคารกลางกลุ่มประเทศยุโรป มีการประเมินว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินซึ่งผ่อนปรนมากๆ ของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐและยุโรปนั้น ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากประเทศสหรัฐที่มากกว่ายุโรป เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้ปริมาณเงินในการซื้อพันธบัตรที่มากกว่าของอีซีบี

"ที่ประชุมมีความเห็นว่า ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากสหรัฐเป็นหลัก เพราะเฟดมีการซื้อขนาดสินทรัพย์ที่เยอะกว่าที่อีซีบี ประกอบกับอีซีบีเองระบบการเงินคิดเป็น 80% ของระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่อีก 20% เป็นตลาดหุ้น ดังนั้นเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์จึงเข้าสู่ระบบการเงินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเงินส่วนนี้ถูกนำไปปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจใช้ดำเนินกิจการเป็นหลัก" นายประสารระบุ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยอมรับว่า การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมากๆ ของประเทศเหล่านี้ ทำให้ทุกประเทศเองต้องมีความระมัดระวัง ไม่ควรประมาท เพราะอาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้

ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงยังไม่น่าห่วง

ส่วนราคาสินทรัพย์โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมามากนั้น นายประสาร กล่าวว่า ไม่ถึงกับน่าห่วงจนเกินไป เพราะตลาดหุ้นมีกลไกในการปรับตัว ขณะที่การซื้อขายหุ้นโดยวิธีกู้ยืมเงิน (มาร์จิ้นโลน) ในปัจจุบันก็อยู่ระดับค่อนข้างต่ำ คิดเป็นมูลค่าแค่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จึงเชื่อว่าแม้จะมีปัญหาก็คงไม่กระทบเป็นลูกโซ่

บีโอไอมั่นใจลงทุนครึ่งปีหลังดีขึ้น

นายอุดมวงศ์ วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวถึงแนวโน้มการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6เดือนหลังของปี 2557 ว่าจะดีขึ้นและเชื่อว่าตลอดปีนี้จะมียอดยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในภาพรวม 700,000 ล้านบาท จะดีต่อเนื่องชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปี 2558 ในทางกลับกันบีโอไอยังส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย โดยบีโอไอเริ่มต้นมาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยช่วยสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกในการประกอบธุรกิจ จัดทริปดูลู่ทางที่จะเข้าไปลงทุนและมีโอกาสได้พบกับภาคราชการของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน

ทั้งนี้ บีโอไอโดยกำหนดประเทศเป้าหมายไว้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว กลุ่มที่ 2 จีน อินเดีย และอาเซียนอื่น ๆ และกลุ่มที่ 3 ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา