ถอดสูตร"บุญเกียรติ"คุมสหพัฒน์ฯ รอจังหวะหาพันธมิตรรุกCLMV

ถอดสูตร"บุญเกียรติ"คุมสหพัฒน์ฯ รอจังหวะหาพันธมิตรรุกCLMV

บรรยากาศงานสหพัฒน์ กรุ๊ป แฟร์ ครั้งที่ 18 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดือนมิ.ย.ปีนี้ ทำให้การจราจร..

บริเวณนั้นถึงกับเป็นอัมพาต เพราะลูกค้าเครือสหพัฒน์ฯแห่เข้ามาชอปปิงสินค้า ตั้งแต่วันแรกที่เปิดงาน ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

และทั้งๆ ที่ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจหดตัวช่วงครึ่งปีแรก แต่ขาช้อปที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าตั้งแต่เริ่มงานกลับมีจำนวนมากมายเกินคาด ทำให้ บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ ICC ถึงกับออกเดินสำรวจบรรยากาศการซื้อของลูกค้าด้วยตัวเอง ซึ่งจำนวนลูกค้าที่เข้ามาเขาถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ ทำให้บุญเกียรติคลายความกังวลกับแนวบรรยากาศเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกนี้

โดยสัญญาณที่ดีขึ้นจากยอดขายภายในงาน เกินเป้าหมายที่วางไว้ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 200 ล้านบาท ก็ไม่ได้ทำให้ บุญเกียรติ นิ่งนอนใจ จนกล้าเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคันเร่งธุรกิจทันที หลังจากผลกระทบเกิดกับบริษัทครึ่งแรกปีนี้ ยอดขายช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ตกไปประมาณ 20% และช่วง 5 เดือนแรก ตั้งเดือนม.ค.-พ.ค ยอดขายตกลงไป 13%

"ประชาชนน่าจะคลายกังวลใจเรื่องการเมือง ก็มีใจจะมาชอปปิงมากขึ้น จะเห็นว่าประชาชนเข้ามาในงานแน่นขนัดตั้งแต่วันแรก เห็นกำลังซื้อขายประชาชนสัมผัสได้ว่ามีความสุขความสบายใจในการจับจ่ายซื้อสินค้า เพราะหน้าตาบ่งบอกว่าซื้อของแล้วสบายใจ แต่ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่า จะดีขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่"

ทั้งนี้แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การมีคณะรักษาความสงบสุขแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ มีการออกมาตรการหลายอย่างออกมา ทำให้ภาพเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น และให้คะแนนในใจกับ คสช. สูงทีเดียว แต่ภาพในครึ่งปีหลังเท่าที่ประเมิน แม้สถานการณ์ที่ดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงกับใช้คำว่าหนังคนละม้วนได้ เพราะตอนนี้เป็นเรื่องต่างประเทศที่จะมองภาพลักษณ์ของไทยหลังมีคสช.

เขาบอกว่าส่วนใหญ่ก็มองไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะต่างประเทศใช้ระบบประชาธิปไตย จึงไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยของเขาและไทยมันแตกต่างกันอย่างไร ที่ผ่านมาในมุมของต่างประเทศ ประชาธิปไตยแบบนี้อาจจะยอมรับไม่ได้ แต่ตอนนี้ถ้าใครอยู่และเข้าใจประเทศไทย ต้องมองว่าสิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจกับต่างประเทศให้มากขึ้น

ในฐานะที่บริษัทดำเนินธุรกิจมา 50 ปี มีบริษัทภายใต้การบริหารจำนวนมาก เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ มีการลงทุนภายในประเทศมาโดยตลอด เรียนรู้ประสบการณ์มาไม่น้อย การดำเนินธุรกิจไม่ต้องรีบ แต่ก็ไม่ต้องระมัดระวังตัวมาก บางทีอยากจะใส่เกียร์ 5 เหยียบเต็มที แต่ต้องดูด้วยว่าจะมีเกียร์ว่างมาช่วงไหนประกอบไปด้วย

โดยเป้าหมายการเติบโตปีนี้ บุญเกียรติประคองให้ไม่ตกถือว่าดีมากแล้ว หากครึ่งปีหลังจะโตขึ้นมานิดหน่อยก็สามารถถัวเฉลี่ยกับครึ่งปีแรกได้ เพื่อรักษาการเติบโตเท่าปี 2556 ด้านการลงทุนเน้นภายในประเทศมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่การลงทุนต่างประเทศก็ต้องทำด้วย หากเปิดตลาดอาเซียนที่กลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือ เออีซี เกิดขึ้นมาแล้วยังไม่มีการลงทุนต่างประเทศก็จะเสียเปรียบได้ง่าย ที่ผ่านมาสหพัฒน์ฯจะเน้นลงทุนเองและชวนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมากอยู่แล้ว เลยทำให้ที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจจะออกไปเท่าใดนัก

ทั้งนี้กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี( CLMV) คือ กัมพูชา,ลาว,พม่าและเวียดนาม ก็จะไปตั้งโรงงาน ร่วมทุนในการทำธุรกิจ ก็มีพันธมิตรที่เซ็นสัญญากับพม่าด้านโลจิสติกส์ นำสินค้าไปขาย และยังมองที่เวียดนาม ลาว กัมพูชา ส่วนจะไปปีไหน หรือจะเดินหน้าเต็มตัวเมื่อใด พูดยากและบอกได้แต่ว่าหากสหพัฒน์ฯไปแล้วจะเดินหน้าไม่ยั้ง

"ตอนนี้มีความจำเป็นเพราะตลาดอาเซียนเกิดขึ้น จะว่าสหพัฒน์ฯออกตัวช้ากว่าคู่แข่งก็ต้องดูว่าหากพลีพล่ามออกไปก็ไม่ได้ ต้องออกไปอย่างมั่นคง ต้องดูว่ามีเงื่อนไขที่ไปได้อย่างมั่นคงแค่ไหน ถ้าอยากไปแบบอยากได้กำไร อยากชนะคู่แข่ง อยากได้ชัยชนะ ไปแบบพลีพล่าม ทำให้เจ็บตัวได้ง่าย เพราะมีประเทศที่พึ่งเปิดก็เยอะ เข้าไปแล้วอาจจะมีอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้"

เขาบอกว่าอีกด้านหนึ่งต้องรอแค่จังหวะ สำหรับสหพัฒน์ฯมีความพร้อมตลอดเวลา แต่หาพันธมิตรไม่ได้ก็ไม่ไป เพราะกลุ่มประเทศแถบนี้ พันธมิตรมีความสำคัญมากๆ บางประเทศมีความไม่ชัดเจนในเรื่องการบริหาร หรือยังมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในระบบอยู่เยอะ เทียบกับไทยความชัดเจนกว่าเยอะ โดยเฉพาะระบบราชการ ดังนั้นถ้าไปแล้วไม่มีพันธมิตรที่ดี มีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จได้ หากจะก้าวก็ต้องมั่นคง เพราะสหพัฒน์ฯอายุขนาดนี้ ประสบการณ์ก็ไม่น้อย หากไม่ประสบความสำเร็จ หรือก้าวพลาดไม่ได้แน่นอน

สำหรับการลงทุนช่วงที่ผ่านมา จะกระจายมาก ไม่ลงทุนอะไรที่หนักๆ และดีลที่จะลงทุนขนาดใหญ่ จะเป็นการดึงพันธมิตรมาลงทุนในไทย ส่วนตัวไม่มีเป้าหมายอะไรพิเศษ เพียงแต่ทำตัวมีเสน่ห์เข้าไว้ และเปิดรับทุกดีลที่จะเข้ามาหรือดีลที่จะเข้าไปหา ไม่จำกัดเป็นต้องเป็นธุรกิจอุปโภคบริโภคเท่านั้น หากเป็นธุรกิจเรื่องสุจริต ดูหมด รับหมด

ส่วนเรื่องการเพิ่มช่องทางธุรกิจไปออนไลน์กำลังดูอยู่ และได้เริ่มดำเนินการบางส่วน จากเดิมไม่ได้ให้น้ำหนักเท่าที่ควร เพราะสหพัฒน์ฯมีช่องทางการขายอื่นเยอะ ไม่เหมือนรายอื่นที่ช่องทางไม่มีหรือมีน้อยก็จะไปได้เร็ว แต่หากเริ่มสตาร์ทไม่มีคำว่าสาย

"ตอนนี้ก็ช้าแต่ไม่ได้หมายความว่าไล่คนอื่นไม่ทัน สินค้าที่มีก็ไม่สามารถผ่านออนไลน์ได้ทั้งหมดก็ต้องมาปรับปรุงสินค้าด้วย ตั้งบริษัท ไทยวัน มอล"

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการขยับเคลื่อนองค์ที่มีขนาดใหญ่ มีการถามว่ามีการเปลี่ยนแปลงให้คล่องตัวมากขึ้นแค่ไหน เรื่องนี้ตอบเลยว่า ตอนนี้ทยอยปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างและตัวบุคคลเพียงแต่ไม่ชัดเจนมากเหมือนทำการผ่าตัด เนื่องจากสหพัฒน์ฯ แต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ยึดมาตลอดเน้นความโปร่งใส ความสื่อสัตย์ ยุติธรรม

แม้ว่าเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่เข้ามารับบริหาร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มผู้บริหารรุ่นต่อรุ่น ไม่เน้นมาเป็นตระกูลนั้นตระกูลนี้เพราะมันมากมายจนทำได้ไม่หมด ปัจจุบันมีทั้งพันธมิตร กลุ่มร่วมทุน มากมาย การที่ดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญแต่ต้องเข้าใจการสร้างองค์กร ดูแลธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ไม่เน้นธุรกิจที่ไม่มีคุณธรรม

เช่นเดียวกับทิศทางหุ้น เสี่ยใหญ่แห่ง ICC อย่างบุญเกียรติบอกว่า ให้ ICCเป็นเพียงหุ้นที่นิ่งไม่หวือหวา และไม่มีหน้าที่ต้องดูแลหุ้น เพราะตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการ เจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น เน้นประกอบธุรกิจ ให้เจริญแข็งแรง เน้นให้หุ้นแข็งแรง และหุ้นจะค่อยๆ โตไปเอง

นักลงทุนเข้าใจ เล่นหุ้นเพื่อลงทุนจริงๆ เก็บเกี่ยวปันผล รอราคาหุ้นขึ้นแบบแข็งแรงๆ ไม่ใช่ปั่นขึ้นไปสูง บอกได้เลยอย่าหวังว่าเป็นหุ้นแบบนั้น ยกเว้นจังหวะดีๆ มีดีลมีโครงการดีราคาขยับขึ้นไปก็ได้ เพียงแต่ไม่ใช่เป้าวัตถุประสงค์หลักของหุ้นในกลุ่ม ที่จะขึ้นมาตื่นตาตื่นใจ แต่เน้นความมั่นคง เติบโต ราคาค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า