BEAUTY ปักหมุด "สวย" ชิงพื้นที่ภูธร & อาเซียน

BEAUTY ปักหมุด "สวย" ชิงพื้นที่ภูธร & อาเซียน

บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ เร่งสปีดบุกตลาดต่างจังหวัด-ต่างประเทศ “หมอสุวิน ไกรภูเบศ” ชำแหละอนาคตฉบับเกือบเต็ม

วันที่ 12 เดือน 12 ปี 12 แม้ หุ้น บิวตี้ คอมมูนิตี้ หรือ BEAUTY จะไม่ได้ถือเลิศงามยามดีผลักดันตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แต่ราคาหุ้น BEAUTY เปิดซื้อขายวันแรกสูงถึง 19 บาท พุ่ง 137.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับราคาไอพีโอ 8 บาท

แม้ช่วงแรกหุ้น BEAUTY จะได้รับการยกย่องให้เป็น “หุ้นชั้นดี” จากเหล่านักลงทุน VI ชื่อดัง เห็นได้จากความพยายามรุมแย่งชิงหุ้น IPO หลังเซียนหุ้นหลายรายเชื่อว่า “กำไรสูง เงินสดเยอะ หนี้น้อย และไม่ใช่สินค้าแฟชั่น” จะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นหลายเท่าตัว ไม่เว้นแม้แต่ “เสี่ยปู่ -สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน ที่ยอมทุ่มทุนซื้อหุ้นความงามก่อนสลัดทิ้ง 500,000 หุ้น ราคา 19 บาท โกยกำไรเข้าเป๋า 5,500,000 บาท

แต่ปัจจุบันคงเหลือสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุน VI เพียงไม่กี่คน อาทิ “ประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์” สัดส่วน 11,200,000 หุ้น คิดเป็น 3.73 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง “ประชา” ซื้อหุ้น BEAUTY มาตั้งแต่ราคาไอพีโอ จำนวน 700,000 หุ้น คิดเป็น 0.85 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าลงทุน 5.6 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมี “คเชนทร์ เบญจกุล” อดีตกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) จำนวน 1,510,900 หุ้น คิดเป็น 0.50 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลข ณ วันที่ 8/5/57)

“กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” นัดพบ “น.พ.สุวิน ไกรภูเบศ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ ณ ร้าน Cappucino Cafe ชั้น Lobby โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว เพื่อสอบถามถึงแผนอนาคต “หมอสุดติดส์” เริ่มฉายภาพฉบับเกือบเต็มให้ฟังว่า พักหลังๆเริ่มเห็นศูนย์การค้าต่างๆ หันไปเปิดสาขาในต่างจังหวัดมากขึ้น หลังกำลังซื้อขยายตัวไปตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในกรุงเทพและปริมณฑลย่ำอยู่ที่เดิม

“ต้องยอมรับว่า เมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการขยายตัวของเมืองไปสู่ตลาดต่างจังหวัด (Urbanization)”

เมื่อกำลังซื้อเปลี่ยนแปลงไป เราจึงวางแผนไว้ว่า ก่อนปี 2561 สัดส่วนการเปิดสาขาใหม่ๆของ BEAUTY จะเน้นหนักไปในตลาดต่างจังหวัด 60 เปอร์เซ็นต์ และกรุงเทพปริมณฑล 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่ให้น้ำหนักในตลาดต่างจังหวัด 57 เปอร์เซ็นต์ และกรุงเทพปริมณฑล 43 เปอร์เซ็นต์

ที่ผ่านมาบริษัทเปิดสาขาใหม่ “แบรนด์บิวตี้ คอทเทจ” ในกรุงเทพและปริมณฑล 49 เปอร์เซ็นต์ และต่างจังหวัด 51 เปอร์เซ็นต์ ส่วน “แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์” เปิดในกรุงเทพและปริมณฑล 42 เปอร์เซ็นต์ และต่างจังหวัด 58 เปอร์เซ็นต์

“หมอสุวิน” พลิกเอกสารที่ทำไว้นำเสนอกองทุนในและนอกประเทศ พร้อมแจกแจงรายละเอียดการเติบโตของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า เป้าหมายของ “แบรนด์ บิวตี้ คอทเทจ” คือ ต้องเปิดสาขาใหม่ประมาณปีละ 20 แห่ง ขณะที่ยอดขายต้องขยายตัวประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

โดยในปี 2557 จะพยายามผลักดันยอดขาย “บิวตี้ คอทเทจ” ให้ยืนระดับ 187 ล้านบาท คิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด หรือขยายตัวประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2556 และปี 2555 ที่มียอดขาย140 ล้านบาท และ 84 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับวิธีการขยายสาขาแบรนด์ บิวตี้ คอทเทจ เราจะเน้นเปิดตามช้อปปิ้งพลาซ่าทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑลและต่างจังหวัด เหมือนที่ทำกับแบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ เพียงแต่กลุ่มลูกค้าจะไม่เหมือนกัน โดย “บิวตี้ คอทเทจ” จะเจาะตลาดลูกค้าระดับพรีเมี่ยมที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ

ส่วน “แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์” ตั้งใจจะขยายสาขาใหม่ปีละประมาณ 30 แห่ง และอยากเห็นยอดขายเติบโตประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์บวกลบ โดยในปี 2557 ต้องการเห็นสัดส่วนยอดขายแบรนด์ บิวตี้ บุฟเฟต์ ระดับ 910 ล้านบาท คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขาย 771 ล้านบาท คิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด

สำหรับ “แบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต” ปี 2557 น่าจะมียอดขายประมาณ 119 ล้านบาท คิดเป็น 9.13 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด หรือขยายตัว 700 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขาย 13.32 ล้านบาท คิดเป็น 1.3 เปอร์เซ็นต์ คุณได้ยินตัวเลขเติบโตของแบรนด์นี้แล้วอย่าคิดว่าเราโม้นะ เขาสถบ

ตั้งใจจะเปิดสาขาใหม่ในแบรนด์ บิวตี้ มาร์เก็ต อีก 15 แห่ง ภายในปี 2557 โดยจะพยายามเปิดสาขาใหม่ให้ได้ปีละ 15 แห่ง สาขาแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนก.ค.2556 ในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ สิ้นสุดปี 2556 เรามีสาขาทั้งสิ้น 3 แห่ง ไล่มาตั้งแต่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์,ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

แต่ปัจจุบันมีสาขา 6 สาขา หลังเปิดเพิ่มในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกาะสมุย และศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวจะมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป แต่บางครั้งก็สามารถหาพื้นที่ได้เพียง 70 ตารางเมตรเท่านั้น

ที่ผ่านมายอดขายของแบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต ถือว่ามีตัวเลขที่ดีมาก โดยเฉลี่ยจะมียอดขายต่อสาขาประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับแบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีสินค้าเกี่ยวกับความงามหลากหลายเฉลี่ย 300 แบรนด์ ซึ่งสินค้าของคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศเราก็นำมาจำหน่ายในร้านแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งสินค้าหายาก และสินค้าสั่งทำพิเศษ BEAUTY ก็มีขาย

“ปี 2557-2559 ยอดขายแบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต อาจขยายตัวกว่า 400 เปอร์เซ็นต์”

ปัจจุบันสินค้าของเราแบ่งเป็น Shop Brand คือ บิวตี้ บุฟเฟต์, บิวตี้ มาร์เก็ต และบิวตี้ คอทเทจ รวมถึง Products Brand คือ เมด อิน เนเจอร์ และ เกิร์ลลี่ เกิร์ล ซึ่งแบรนด์เกิร์ลลี่ เกิร์ล เป็นสินค้าใหม่ เน้นเจาะตลาดวัยรุ่นออกสไตล์ญี่ปุ่น โดยเราได้นำสูตรมาจากประเทศญี่ปุ่นและนำมาผลิตในเมืองไทย เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ ล่าสุดเราได้ขายผ่านแคตตาล็อค แต่ตั้งใจจะขายผ่านคอนวีเนียนสโตร์ แต่แผนดันสะดุด เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นให้นำกลับมาแก้ไขโปรดักส์ใหม่

ถามถึงแผนเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2557-2559) ?

“หุ้นใหญ่” อธิบายว่า จริงๆตั้งเป้าเติบโตทุกปีไว้ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ แต่พักหลังๆปรับตัวเลขมาเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ช่วงการเมืองร้อนแรงมีคนถามว่า เราจะหั่นเป้าหมายหรือไม่ หลังผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกโตแค่ 20.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ยังไม่มีลูกน้องคนไหนเดินมาขอลดเป้าหมายกับเรา เพราะในเดือนเม.ย.และพ.ค.ที่ผ่านมา ยอดขายเริ่มกลับมาใกล้เคียงปกติแล้ว

ฉะนั้นหากครึ่งปีหลังของปี 2557 กำลังซื้อกลับมายอดขายคงโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งปี 2557 เราคาดว่าจะมี “ยอดขาย” ประมาณ 1,309 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มียอดขายรวม 1,002 ล้านบาท

ส่วนในแง่ของ “กำไรสุทธิ” คาดหวังว่า จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 211.41 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามียอดขายแล้ว 280 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 53.59 ล้านบาท

เมื่อถามลึกลงไปอีกว่า อยากเห็นตัวเลขยอดขาย 3 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ เขาพลิกเอกสารชุดใหญ่ที่เตรียมมาอีกครั้ง ก่อนตอบว่า “น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท” จริงๆบริษัททำตารางผลประกอบการล่วงหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ให้กองทุนดู แต่คงเปิดเผยต่อสาธาณะไม่ได้ (เขาแอบพลิกเอกสารให้บิสวีคดูตัวเลขยอดขายในช่วง 5 ปีข้างหน้า) เราบอกได้เพียงว่า ตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า บริษัทต้องมีแบรนด์ในคอนเซ็ปใหม่ๆเกิดขึ้น และต้องมีช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ รวมถึงต้องมีสินค้าใหม่เกิดขึ้นทุกปี

“หมอสุวิน” ไม่ยอมคลายความลับเรื่องแบรนด์คอนเซ็ปใหม่ แต่กลับย้อนถามบิสวีคว่า คุณว่าธุรกิจนี้ควรต่อยอดอย่างไร ยังไม่ทันจะตอบพีอาร์สาวสวยสวนขึ้นมาว่า หันไปคลินิคความงามได้หรือไม่ เขารีบตอบทันทีว่า “ไม่ทำเพราะไม่ถนัด” ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า เราจะไปร่วมทุนกับ “วุฒิศักดิ์ คลินิก” ขอตอบตรงนี้เลยว่า “ไม่จริง” แต่ยอมรับว่ารู้จักกับเจ้าของ

“เราจะไม่ทำอะไรตามกระแส แม้จะเห็นคนอื่นทำแล้วดีก็ตาม ฉะนั้นวันนี้ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องไปไล่เทคโอเวอร์คนอื่น แต่อนาคตไม่แน่” เขาไม่ปิดโอกาสตัวเอง

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า อยากเห็นรายได้มาจาก “แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์” ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ “แบรนด์บิวตี้ คอทเทจ” ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ “แบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต” ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และผลิตภัณฑ์ประเภท Consumer Product ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนรายได้ 77-12-4-2 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ย้อนกลับไปถามเรื่องสินค้าใหม่ๆ เขาบอกว่า บริษัทมีนโยบายเปิดสินค้าใหม่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ที่ผ่านมาสินค้าใน “แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์” ที่มียอดขายดีที่สุด คือ เมคอัพเรียกว่า ขายดีกว่าสกินแคร์อีก ส่วนสินค้าขายดีของ “แบรนด์บิวตี้ คอทเทจ” คือ สกินแคร์ สำหรับ “แบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต” คือ เมคอัพ

“สินค้าใหม่ในแบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ และบิวตี้ คอทเทจ ต้องคืนทุนให้ได้ภายใน6-8 เดือน ส่วนแบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต ต้องคืนทุน 1 ครึ่ง-2 ปี หากทำได้แบบนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในการเปิดสินค้าใหม่”

ส่วนเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ อย่างที่บอกบริษัทตั้งใจจะขายสินค้าผ่านคอนวีเนียนสโตร์ แต่ติดปัญหาเรื่องโปรดักส์ ส่วนช่องทางอื่นก็เข้าไปเกือบหมดแล้วนะ (ทำท่าคิด) ล่าสุดเราขายสินค้าผ่านแคตตาล็อคของมีสทีน ส่วนช่องทางออนไลน์ก็ขายผ่านทางบิ๊กซี และเซเว่นอีเลฟเว่น

จริงๆเราต้องการลดต้นทุน เพราะการขายสินค้าผ่านช่องทางของคนอื่น บริษัทจะต้องจ่ายค่าแรกเข้า และค่าเปิดหน้าบัญชี ถือเป็นค่าเก็บกินเปล่าหลายแสนบาทต่อสินค้าหนึ่งตัว ซึ่งอนาคตแบรนด์บิวตี้ มาร์เก็ต จะเรียกเก็บค่าแรกเข้าบ้าง

ปกติเราจะขายสินค้าผ่านช็อปของเราประมาณ 93 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 7 เปอร์เซ็นต์ ผ่านช่องทางการขายของคนอื่น ถามว่าอนาคตจะลดสัดส่วนการพึ่งพิงช่องทางของคนอื่นน้อยลงหรือไม่ เขาตอบว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างตอนนี้เรายังขายสินค้าไม่ครบทุกตัวในเทสโก้โลตัส เพราะถ้านำสินค้าทุกตัวไปขายคงฉุดกำไรปีนี้ หลังต้องเสียเงินเปล่าๆในตัวเลขที่สูง

“เรามีเงินสดเหลือฝากแบงก์เยอะ หลายคนถามว่า ทำไมไม่นำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ผมอยากบอกว่า เงินสดนี้เป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ฉะนั้นไม่ควรนำไปลงทุนทำอะไรเสี่ยงๆ นั่นคือ นโยบายของเรา”

บิสวีคไม่ลืมที่จะสอบถามถึงแผนโกอินเตอร์ “หมอความงาม” เล่าว่า ก่อนหน้านี้เราเปิดสาขาในประเทศกัมพูชาผ่านตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง แบ่งเป็นแบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ 3 สาขา และแบรนด์บิวตี้ คอทเทจ 1 สาขา นอกจากนั้นยังเปิดในประเทศเวียดนามอีก 2 สาขา แบ่งเป็นแบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ 1 สาขา แบรนด์บิวตี้ คอทเทจ 1 สาขา

ส่วนในปี 2557 ตั้งใจจะเปิดสาขาใหม่ในประเทศพม่า แบ่งเป็นแบรนด์ละ 1 สาขา ล่าสุดเพิ่งเปิดสาขาในเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว แบ่งเป็นแบรนด์ละ 1 สาขาเช่นกัน ตั้งใจว่าสิ้นปีนี้จะมีสาขาในต่างประเทศทั้งหมด 19 สาขา เน้นในแถบกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชาสปป.ลาว พม่า และเวียดนาม)

ปกติลูกค้าต่างชาติที่เดินทางมาซื้อสินค้าของเราในเมืองไทย คือ ตะวันออกกลาง และอินเดีย ล่าสุดสินค้าบริษัทกำลังเป็นที่นิยมของคนจีนที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองไทยกับจีนบ่อยๆ ทำให้วันนี้สินค้าของเราขาดในบางรายการ เช่น กลุ่มครีมไวท์เทนนิ่ง เป็นต้น

ครั้งหนึ่งเคยสอบถามคนจีนว่า เหตุใดถึงชอบสินค้าไทย เขาบอกว่า สินค้าทุกอย่างที่เป็นของเมืองไทยคนจีนชอบมาก ใครถือสินค้าเมืองไทยกลับเมืองจีนจะเท่มาก โดยเฉพาะเครื่องสำอาง และพระเครื่องที่มีสีสัน ถามว่าทำไมชอบพระเครือง “หมอ” ตอบว่า พระเครื่องของไทยนอกจากจะศักดิ์สิทธิ์แล้วยังสามารถใส่เป็นเครื่องประดับได้อีกด้วย

ขณะเดียวกันสินค้าของเรายังเป็นที่นิยมของคนอินโดนีเซีย แต่เรายังไม่ตั้งแต่ให้เขาเป็นตัวแทนจำหน่าย เพียงแต่เขาชอบมาซื้อสินค้าของเราไปขายในแหล่งช้อปปิ้งของเขาที่มีอยู่ประมาณ 10 แห่ง มูลค่าการซื้อเท่าไรยังอยู่ระหว่างให้ลูกน้องรวบรวมตัวเลข ล่าสุดเขาอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเรา แต่คงต้องดูรายละเอียดอีกที

ส่วนตลาดใหม่ๆอนาคตคงมีแน่นอน แต่ตอนนี้ขอเน้นขายสินค้าในกลุ่มประเทศ CLMV ก่อน ล่าสุดกำลังตั้งแผนกต่างประเทศ หลังพบว่า การนำแบรนด์บิวตี้ คอทเทจ ไปออกงานที่ประเทศฮ่องกงแล้วได้รับผลตอบรับดี ถามว่าจะออกไปขายสินค้าใน AEC เมื่อไหร่ เขาตอบว่าปัญหาคือ ต้องหาพันธมิตรให้ได้ก่อน หากไปกับกรมส่งเสริมคงได้เนื้อได้หนังมากกว่านี้

“ปี 2556 เรามียอดขายจากกลุ่ม CLMV จำนวน 1.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ภายใน 3 ปีข้างหน้าจะขึ้นไปแตะ 3.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยอดขายจะมาทั้งจากกลุ่มCLMV และ AEC”

ที่ผ่านมามีกองทุนสนใจขอซื้อหุ้น BEAUTY อีกหรือไม่ “หุ้นใหญ่” ตอบว่า หลังจากเราขายหุ้น Big Lot จำนวน 30 ล้านหุ้น คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ราคา 18.50 บาท ให้กับ Franklin Templeton Investments ก็ยังคงมีกองทุนต่างๆขอเข้ามาคุยเรื่อยๆ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ลงมาพูดคุยด้วยตนเอง ฉะนั้นจึงยังไม่มีดีลอะไรเกิดขึ้นเร็วๆนี้

ปกตินักลงทุนแนววีไอมักเข้ามาเยี่ยมชมกิจการเสมอๆ ส่วนใหญ่จะมาขอฟังข้อมูล เหมือนมีแฟนคลับติดตามตัวเลย เขาสถบ ที่ผ่านมามีโอกาสได้นำความคิดหลายๆอย่างของผู้ถือหุ้นมาปรับใช้กับกับบริษัท เช่น ครั้งหนึ่งมีผู้ถือหุ้นรายย่อยแนะนำให้บริษัทนำเงินสดที่มีอยู่ไปจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดจากการเซ้งร้านในศูนย์การค้ามาบุญครอง ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องดีก็ตัดสินใจทำตาม หรือแม้กระทั่งเวลารายย่อยมาบอกให้เราปรับปรุงการบริการในสาขาต่างๆ ยกตัวอย่าง เคยมีรายย่อยคนหนึ่งมาร้องเรียนพนักงานในสาขาลำปาง เราก็รีบส่งคนไปจัดการทันที

ปัจจุบันผู้ถือหุ้น BEAUTY 5 อันดับแรก คือ “สุวิน ไกรภูเบศ” 32.33 เปอร์เซ็นต์ “ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ” 12.92 เปอร์เซ็นต์ “ทุเรียน ศรียงค์” (แม่ภรรยา) 4.99 เปอร์เซ็นต์ “ประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์” 3.73 เปอร์เซ็นต์ และบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 2.89 เปอร์เซ็นต์

“หมอสุวิน” ปิดท้ายบทสนทนาว่า อยากบอกนักลงทุนว่า หุ้น BEAUTY ถือเป็นหุ้นพื้นฐานที่มีผลประกอบการที่ขยายตัวตลอด และยังเป็นหุ้นเติบโต หรือ Growth Stock ที่มีการจ่ายปันผลที่ดี เห็นจากปี 2556 บริษัทจ่ายเงินปันผล 97 เปอรเซ็นต์ของกำไรสุทธิ แถมจ่ายปีละ 2 ครั้ง ถือว่าจ่ายเงินปันผลมากกว่านโยบายที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์

ที่สำคัญ BEAUTY เป็นหุ้นที่อยู่ในทั้งธุรกิจค้าปลีกและความงามที่มีการเจิรญเติบโต 9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหนือตัวเลข GDP มาตลอด เห็นได้จากปี 2551 ที่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ตัวเลข GDP ติดลบ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ธุรกิจเครื่องสำอางขยายตัว 6 เปอร์เซนต์ ส่วนปี 2554 ที่น้ำ ท่วมใหญ่ GDP เหลือ 0.1 เปอร์เซ็นต์ แต่ธุรกิจเครื่องสำอางโต 11.7เปอร์เซ็นต์

“ที่ผ่านมาผลประกอบการของ BEAUTY ขยายตัวเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ทุกปี นั่นเป็นเพราะเรามีสินค้าหลากหลายทุกระดับราคา คิดดูสิปีที่น้ำท่วมใหญ่ผู้หญิงยังแต่งหน้าทาปากอยู่เลยความงามเป็นเรื่องที่ผู้หญิงขาดไม่ได้”

“ตลาดหุ้น” แหล่งปรุงวิธีคิดชั้นดี

“น.พ.สุวิน ไกรภูเบศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ เล่าถึงเรื่องที่ลงมือทำในช่วงที่เข้าเป็นสมาชิกตลาดหุ้นว่า บริษัทเข้าตลาดหุ้นมาเกือบ 2 ปี อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป เริ่มจากตัวเองที่มีวิธีคิดไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อน BEAUTY ทำงานในระบบเถ้าแก่

พูดง่ายๆ เราคนเดียวคือ ผู้ตัดสินใจในทุกๆเรื่อง แต่หลังจากมีคำว่า “มหาชนพ่วงท้าย” ทำให้บริษัทจำเป็นต้องแตกแผนกต่างๆออกมา เพื่อให้การทำงานของแต่ละฝ่ายมีความแน่นมากขึ้น ถือเป็นการกระจายอำนาจในการบริหารงาน

ที่สำคัญเมื่อก่อนเราในฐานะผู้นำต้องทำงานในลักษณะ “คิดงานแบบวันต่อวัน” แต่เมื่อวันนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้เราต้องปรับมุมมองใหม่ “หมอสุวิน” เปรียบเปรยชีวิตการทำงานของตัวเองในอดีตว่า เหมือนกัปตันเรือที่ทำหน้าที่อยู่ในเรือลำเล็กๆ มองเห็นตั้งแต่หัวเรือยันท้ายเรือ แต่เมื่อเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้จำเป็นต้องขยับมุมมองเรือใหม่ ด้วยการขึ้นมายืนอยู่บนดาดฟ้า เพื่อที่จะได้เห็นภาพในมุมที่กว้างและไกลขึ้น เมื่อมุมมองไม่แคบเหมือนก่อน ทำให้มีเวลานั่งดูตัวเลขที่เราไม่เคยดู

เขาบอกว่า นอกจากความคิดที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว โครงการสร้างองค์กรก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขาเปรียบการปรับโครงสร้างองค์กรก่อนเข้าตลาดหุ้นว่า เหมือนคนไข้มาตรวจเช็คร่างกายครั้งใหญ่ ช่วงแรกๆทั้งเราและภรรยา รวมถึงพนักงานยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ครั้งหนึ่งเคยพูดกันเล่นๆว่า เราคิดผิดหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกท้อแล้ว พนักงานบางคนปรับตัวไม่ได้ก็ลาออกไป แต่เมื่อเราเช็คร่างกายเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำให้รู้ว่า “จุดตำนิ” ของบริษัทมีอยู่ตรงไหนบ้าง

ช่วงที่พนักงานบางคนปรับตัวไม่ได้ ที่ปรึกษาทางการเงินให้คำแนะนำบริษัทว่า หัวขบวนต้องเป็นคนลงมาจัดการปัญหาเรื่องต่างๆด้วยตนเอง เพราะผู้นำย่อมรู้ที่มาที่ไปดีที่สุด เราต้องเข้าใจว่า ที่ผ่านมาพนักงานมักเคยชินกับระบบเถ้าแก่ แต่วันนี้ภาระของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเราเป็นคนพูดเองเขาก็จะตั้งใจฟังมากขึ้น

หลังเข้าตลาดหุ้น BEAUTY เริ่มมีการวางแผนธุรกิจระยะยาวมากขึ้น จากเดิมที่เน้นดูปีต่อปี ส่วนในแง่ของผลิตภัณฑ์บริษัทได้ลงมือทำการตลาด “แบรนด์ บิวตี้ คอทเทจ” อย่างจริงจัง จากเดิมที่มีเพียง 7-8 สาขา ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 56 สาขา ถือเป็นแบรนด์น้องคนรองที่มีการเจริญเติบโตไม่แพ้ “แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์”