"ลบจุดตำหนิ" งานด่วน AOT

"ลบจุดตำหนิ" งานด่วน AOT

อยากมีฐานะสเถียรภาพ!! งานด่วนต้องรีบทำของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย “พูลศิริ วิโรจนาภา” CFO แห่ง AOT เผยกลยุทธ์

อาศัยจังหวะการเมืองชุลมุนวุ่นวาย “สอยหุ้นต้นทุนต่ำ” หากจะนิยามพฤติกรรมการลงทุนเช่นนี้กับนักลงทุนต่างประเทศที่ปฎิบัติต่อ “หุ้น ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT คงไม่ผิดนัก เพราะหากย้อนดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น AOT หลังปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 4 เม.ย.2557 จะพบว่า สัดส่วนการถือหุ้น 10 อันดับแรกมีการเปลี่ยนแปลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับโครงสร้างการถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 24 ธ.ค. 2556

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า STATE STREET BANK EUROPE LIMITED ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น AOT จาก 1.46 เปอร์เซ็นต์ เป็น 2.10 เปอร์เซ็นต์ HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD จาก 1.02 เปอร์เซ็นต์ เป็น 1.22 เปอร์เซ็นต์ STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY จาก 0.56 เปอร์เซ็นต์ เป็น 0.79 เปอร์เซ็นต์ และ THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED จาก 0.56 เปอร์เซ็นต์ เป็น 0.68 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกันยังมี 2 ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาเก็บหุ้น AOT ด้วย นั่นคือ J .P. MORGAN IRELAND (NOMINEES) LIMITED 655 IRISH โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 0.56 เปอร์เซ็นต์ และ MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLC จำนวน 0.55 เปอร์เซ็นต์

สำหรับพฤติกรรมการลงทุนหุ้น AOT ของนักลงทุนในประเทศ ส่วนใหญ่ชิงขายทำกำไร หลังเกรงว่า การเมืองอาจทำให้ผลประกอบการ AOT ออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เห็นได้จาก “นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี” นักลงทุนวีไอรายใหญ่ เจ้าของพอร์ต “หลักพันล้านบาท” เดิมเคยถือหุ้น AOT สูงถึง 0.96 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันไม่ปรากฎชื่อผู้ถือหุ้นใน 10 อันดับแรกแล้ว

นอกจากนั้นยังพบว่า บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้น AOT อันดับ 2 ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5.83 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 5.17 เปอร์เซ็นต์ สำนักงานประกันสังคม (2 กรณี) ลดลงจาก 1.20 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 1.18 เปอร์เซ็นต์ กองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (EQ-TH) ลดลงจาก 0.72 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.68 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันราคาหุ้น AOT ได้ไต่ระดับขึ้นจาก “ราคาต่ำสุด” 137.50 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 6 ม.ค.57 มาซื้อขายบนราคาเฉลี่ย 229 บาท สวนทางกับตัวเลขผู้โดยสารในเดือนมิ.ย.ที่ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การจราจรของเครื่องบินลดลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ราคาหุ้นพุ่งต่ออาจเป็นเพราะกำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไตรมาส 4/57-ไตรมาส 1/58)

“กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” สอบถามแผนธุรกิจฉบับย่อกับ “ปุ้ม-พูลศิริ วิโรจนาภา” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบัญชี และการเงิน และรักษารองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานท่าอากาศยานภูมิภาค บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ได้ความว่า

ในอนาคตบริษัทมีแผนจะเพิ่มรายได้ในส่วนของรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการทางการบิน หรือ Non-Aero ให้มีสัดส่วนมากขึ้น ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจที่เป็นกิจการการบิน (Aero) มีสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินอยู่ (Non-Aero) 40 เปอร์เซ็นต์

โดยบริษัทจะพยายามทำให้มีสัดส่วน 50:50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการลดความ “ผันผวน” ของผลประกอบการ เพราะว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ภัยภิบัติ หรือโรคระบาด ผลประกอบการของเรามักผันผวนตลอดเวลา ฉะนั้นหากมีธุรกิจอื่นเข้ามาช่วยเสริมผลประกอบการคงสเถียรภาพมากขึ้น

“อนาคตอยากเห็น AOT มีผลประกอบการเติบโตยั่งยืน มีแผนลงทุนเหมาะสม และมีการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศ เพื่อต้อนรับการเปิด AEC”

“พูลศิริ” เธอ เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทวางแผนการลงทุนค่อนข้างชัดเจน ล่าสุดคสช.ได้ให้บริษัทจัดส่งข้อมูลโครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทให้พิจารณา ซึ่งคสช.คงจะส่งเรื่องให้ซุปเปอร์บอร์ดเป็นผู้พิจารณา เราเชื่อว่าแต่ละโครงการของบริษัทจะไม่ติดปัญหาอะไร เพราะก่อนจะวางแผนบริษัทได้ทำการศึกษาการลงทุนมาแล้วทุกมิติ เรียกว่า รอบคอบมากๆ

“เราตั้งใจรอฟังผลการพิจารณาอยู่”

บริษัทมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติลงทุนแล้ว และอยู่ระหว่างรอให้ซุปเปอร์บอร์ดอนุมัติ 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 มูลค่าการลงทุน 62,500 ล้านบาท หากโครงการนี้แล้วเสร็จตามสัญญาประมาณปี 2559 จะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน เป็น 60 ล้านคน ปัจจุบันผู้โดยสารที่มาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีมากถึงวันละ 51 ล้านคน

2.โครงการแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ ถ้าโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้สนามบินดอนเมืองสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 18.7 ล้านคนต่อปี เป็น 30 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันสนามบินดอนเมืองรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารหลักๆในส่วนของ “โลว์คอสแอร์ไลน์” เท่านั้น ตัวเลขผู้ใช้บริการสนามบินดอนเมืองล่าสุดอยู่ที่ 17 ล้านคนต่อปี

สุดท้าย คือ โครงการแผนพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต มูลค่าลงทุน 5,790 ล้านบาท ถ้าหากแผนพัฒนาสนามบินภูเก็ตแล้วเสร็จจะทำให้สนามบินภูเก็ตมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันรองรับอยู่แล้ว 11.5 ล้านคนต่อปีแล้ว ถือว่าค่อนข้างจะคับคั่ง ทั้ง 3 โครงการคิดเป็นมูลค่าลงทุน 71,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

“หากโครงการในกรุงเทพแล้วเสร็จ บริษัทจะมีศักยภาพรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ถึงประมาณ 100 ล้านคนต่อปี”

เธอ บอกว่า ปัจจุบันบริษัทมีการจัดทำเป็น “แอร์พอร์ต โฟร์ ซีซันนิ่ง” อธิบายง่ายๆ คือบทบาทของแต่ละท่าอากาศยานที่ AOT บริหารอยู่ 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่

โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็น “สุวรรณภูมิพรีเมี่ยมแอร์พอร์ต” หรือ “เกตเวย์ทูอินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นเหมือนเกตเวย์ที่จะใช้เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง เราจะยกให้เป็น “Fast Airport” คือ เน้นความรวดเร็ว เราจะมีระบบบริหารจัดการให้ผู้โดยสารภายในประเทศทั้งขาเข้าและออก โดยใช้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ภายในท่าอากาศยานไม่เกิน 1 ชั่วโมง ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ตก็จะเป็น “เกตเวย์ทูอันดามัน” ท่าอากาศยานหาดใหญ่จะเป็น “ฮาลานฮับ” ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่จะเป็น “เกตเวย์ทูล้านนา” โดยสนามบินเชียงใหม่และเชียงราย เราจะพยายาม synergy กันในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องบินไปจังหวัดเชียงใหม่สามารถไปเที่ยวต่อที่เชียงรายได้เลย

“ดูตามแผนพัฒนาสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 จะเห็นว่า เราสามารถผลักดันสนามบินสุวรรณภูมิสามารถให้รองรับจำนวนผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ซึ่งเป็นอะไรที่เห็นภาพชัดเจนมาก ที่สำคัญเรายังเตรียมแผนพัฒนารองรับในอนาคตด้วย”

เธอ เล่าถึงภาพรวมทั้งปี 2557 ว่า ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เราไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ผู้โดยสารของเราในภาพรวมทั้งหมดลดลงไปประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากนั้นเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เหลือตัวเลขลดลง 8-10 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันผู้โดยสารของเราทั้งหมด 6 สนามบินลดลงเพียง 4 เปอร์เซ็นต์

บริษัทหวังว่า การกระตุ้นนโยบายเรื่องการท่องเที่ยวของภาครัฐ หรือแม้กระทั่งวีซ่าประเทศจีนที่กำลังจะเปิดตอนนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ฉะนั้นยังพอมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไตรมาส 4 สถานการณ์จะกลับมาดีขึ้น สุดท้ายตัวเลขจะมากน้อยขนาดไหนคงต้องรอดูต่อไป

ในปี 2556 ถือเป็น “ปีทอง” ของ AOT หลังเที่ยวบินเติบโต 16 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จำนวนผู้โดยสารขยายตัว 20 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเยอะมาก

ปีก่อนบริษัทมีกำไรสุทธิ 16,347 ล้านบาท แต่เรามีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวอยู่ 2 รายการ นั่นคือ การกลับด้อยค่าสนามบินดอนเมืองประมาณ 3,000 ล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 3,100 ล้านบาท ฉะนั้นหากดูเพียงกำไรปกติเราจะมีตัวเลขอยู่ที่ 9,950 ล้านบาท

“ปีนี้มั่นใจว่า กำไรสุทธิของบริษัทจะไม่ต่ำกว่ากำไรปีก่อนที่เป็นกำไรปกติ หลังเรามีมาตราการควบคุมค่าใช้จ่าย”

“พูลศิริ” ปิดท้ายบทสนทนา ด้วยการเล่าถึงแผนเดินทางไปนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนในประเทศ “สิงคโปร์-ฮ่องกง-ลอนดอน-นิวยอร์ก” ว่า ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ คาดว่านักลงทุนจะสอบถามถึงแผนดำเนินธุรกิจของเราและจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย เชื่อว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาคุยกับเราค่อนข้างเยอะ

ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า AOT จะเป็นบริษัทในกลุ่มขนส่งทางอากาศเดียวที่จะรายงานกำไรปกติงวดไตรมาส 3/56/57 (เม.ย.-มิ.ย.) ขยายตัวจากปีก่อน แม้อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการเมืองตลอดไตรมาส แต่ AOT ยังคงได้ประโยชน์ทางอ้อมจากจำนวนผู้โดยสาร และเที่ยวบินของกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่ขยายตัวสูง

ส่วนต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย อัตราภาษี ยังคงต่ำกว่าปีก่อน ขณะที่การทยอยออกมาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อจะเป็นผลดีต่อราคาหุ้นระยะสั้น ฉะนั้นแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 222 บาท